หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ตรวจก่อนแต่ง...พิสูจน์รัก พิสูจน์โรค!  (อ่าน 1006 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 25 มี.ค. 11, 14:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ตรวจก่อนแต่ง...พิสูจน์รัก พิสูจน์โรค


“หากลูกคือของขวัญล้ำ ค่าที่สุดในชีวิตการแต่งงาน แล้วอะไรคือสิ่งที่คุณเตรียมไว้มอบให้ทายาทของคุณคะ ความสมบูรณ์แข็งแรง หรือโรคร้ายแรงที่แฝงมาโดยไม่รู้ตัว”


จุดเริ่มต้นที่ไม่ควรมองข้าม

การแต่งงานถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างครอบครัวครอบครัวที่ในอนาคตข้างหน้าจะประกอบไปด้วยพ่อแม่และลูกน้อยแสนน่ารัก มีความร่าเริงแจ่มใสแข็งแรงทั้งกายใจ เชื่อว่านี่คือภาพความอบอุ่นของครอบครัวในอุดมคติของใคร ๆ โดยอาจลืมไปว่าการที่ลูกจะเกิดขึ้นมาสมบูรณ์แข็งแรงนั้น ต้องมาจากพ่อแม่ที่ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ

คงมีคู่สมรสไม่น้อยที่คิดว่าทุกวันนี้ตนเองแข็งแรงดี ไม่ได้เจ็บป่วยอะไร เมื่อมีลูก ๆ จะกลายเป็นคนขี้โรคไปได้อย่างไร แต่แท้ที่จริงแล้วมีโรคทางพันธุกรรมและโรคติดเชื้อหลายชนิดที่ไม่แสดงอาการและไม่สามารถทราบได้จากการมองแต่เพียงภายนอก

แล้วทำอย่างไรจึงจะทราบว่าภายในร่างกายของเราและคู่สมรสที่กำลังจะร่วมชีวิตไปข้างหน้าด้วยกัน มีโรคร้ายที่อาจส่งผลต่อลูกแฝงอยู่หรือไม่ การวางแผนอนาคตร่วมกันตั้งแต่ก่อนแต่งงาน โดยการไปตรวจร่างกายด้วยกันทั้งคู่คือคำตอบค่ะแต่ดูเหมือนว่าหลายคนยังคงมองข้ามความสำคัญของเรื่องนี้ไปโดยให้เหตุผลว่า
- “ไม่ได้ให้ความสำคัญค่ะ เพราะค่อนข้างมั่นใจในตัวเขาและตัวเรา”
- “เฉยๆ เนื่องจากทั้งสองคนก็ดูแลสุขภาพกันอยู่”
- "ไม่ได้ให้ความสำคัญมากมายอะไรค่ะ อีกอย่างตัวเองก็ดูแลสุขภาพมาโดยตลอด”
- “ไม่ได้ให้ความสำคัญตอนก่อนแต่งเลยค่ะ”
- “รู้ว่าสมควรต้องตรวจค่ะ แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญมาก”
- “ให้ความสำคัญไม่มาก เนื่องจากไม่ค่อยมีสื่อให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ไม่เคยได้รับรู้เรื่องนี้เลย ได้ทราบเมื่อหลังแต่งงานค่ะ”
ใครจะทราบว่าความคิดและการกระทำเช่นนี้ อาจนำโรคร้ายมาสู่เจ้าตัวเล็กที่จะเกิดมาในอนาคตก็เป็นได้



ตรวจก่อนแต่งสำคัญอย่างไร

ดิฉันสอบถามไปยังคู่สมรสหลาย ๆ ท่านว่า ตรวจร่างกายก่อนแต่งงานหรือไม่ แน่นอนว่าคำตอบที่ออกมาจะมีทั้ง ตรวจ และ ไม่ตรวจ ซึ่งแต่ละฝ่ายก็มีเหตุผลแตกต่างกันไปเช่น

ตรวจเพราะ…
- เพื่อวางแผนอนาคต (เผื่อเป็นโรคร้ายแรงมีลูกไม่ได้)
- หากเป็นโรคอะไรเราจะได้ทราบและหาทางป้องกันไว้
- เพื่อความมั่นใจและปฏิบัติตัวถูก หากใครคนหนึ่งมีปัญหา
- อย่างแรก เพื่อดูคู่สมรสของเราก่อนว่าเป็นโรคอะไรหรือเปล่า และเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะมีบุตรค่ะ ดูว่าเลือดของเราและคู่สมรสเข้ากันได้หรือเปล่า แต่ละฝ่ายเป็นพาหะของโรคใดบ้าง และดูว่าตัวเรามีภูมิคุ้มกันหัดเยอรมันหรือยังเพราะอ่านว่าถ้าท้องแล้วเป็นหัดเยอรมัน ต้องเอาเด็กออกอย่างเดียว ก็เลยกันไว้ดีกว่าค่ะ
- เพื่อจะได้รู้ว่าสุขภาพของเราเป็นอย่างไร การที่เราจะมาใช้ชีวิตร่วมกับคนที่เรารักควรให้ความสำคัญ ให้เขาได้รับรู้ความบกพร้อมของเรา
- เพื่อจะทราบความบกพร่องของร่างกายว่ามีอะไรบ้างและจะมีผลกระทบอะไรต่อการมีบุตร
- ตัวเองตรวจร่างกายประจำปีอยู่แล้ว ส่วนสามีบังคับให้เขาไปตรวจด้วยค่ะ เพื่อความสบายใจทั้งสองฝ่าย
- ตรวจก่อนทั้งชายและหญิง เพื่อความมั่นใจของทั้ง 2 ฝ่าย และบุตรที่จะเกิดมา
- ตรวจทั้งคู่ค่ะ ทางบ้านกลัวแฟนมีเชื้อ HIV
- เพราะจะได้ทราบว่าเราร่างกายแข็งแรงพร้อมที่จะมีบุตรหรือไม่ มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า จะได้แก้ไขเพราะมองจากภายนอกอาจไม่ทราบ


ไม่ได้ตรวจเพราะ…
- ไม่ทราบว่าการตรวจร่างกายมีความสำคัญ
- ไม่ได้ตรวจ เนื่องจากปกติทั้งตัวเองและสามี จะตรวจสุขภาพประจำปีอยู่แล้วค่ะ
- คบกับสามีมานาน 11 ปี ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดเลยไม่ได้ตรวจ ชวนเขาไปเหมือนกันนะคะ แต่เขาไม่ยอมค่ะ
- ก่อนแต่งไม่ได้ตรวจค่ะ แต่ไปตรวจเลือดทั้งสองคนก่อนที่คิดจะมีบุตร เพราะถึงอย่างไรก็รักกันแล้ว ถึงตรวจแล้วพบโรค ก็แต่งกันอยู่ดีค่ะ ถึงจะตรวจหรือไม่ตรวจก็ค่าเท่ากันค่ะ
- คิดว่าตัวเองปกติดี อีกทั้งไม่มีเวลาที่จะไปตรวจ
- ไม่ได้ตรวจค่ะ เพราะสามีไม่ชอบไปโรงพยาบาล
- แฟนและตัวดิฉันเองร่างกายแข็งแรงค่ะ
- ดิฉัน ไม่ได้ตรวจ สามีก็ไม่ได้ตรวจ ตอบได้คำเดียวว่าเราเลินเล่อ ทุกวันนี้ยังพูดกันอยู่เลยว่าเราเลินเล่อกันจริงๆ แต่โชคดีมากๆ ที่ทั้งคู่ไม่มีปัญหาอะไร
- ไม่ได้ตรวจค่ะ เพราะไม่คิดว่าสำคัญ มาถึงตอนนี้รู้แล้วว่าคิดผิดอย่างมาก

ในจำนวนของผู้ที่ตอบคำถามของเรา มีครึ่งหนึ่งที่ไม่ได้ตรวจร่างกายก่อนแต่งงาน ทั้งที่หลายคนทราบว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ

การตรวจร่างกายก่อนแต่งงานนั้น จะช่วยให้คู่สมรสสามารถวางแผนครอบครัวได้ค่ะ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการคุมกำเนิดเท่านั้นแต่เป็นการเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ และสำคัญที่สุดคือทราบว่าปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และโรคทางพันธุกรรม ซึ่งหากตรวจแล้วพบว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นโรคจะได้รักษาให้หายดีเสียก่อน หรือหากไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และทั้งคู่ยังคงยืนยันที่จะแต่งงานและมีลูก ก็จะได้ทราบว่าจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจ เตรียมค่าใช้จ่ายในการเยียวยารักษา การดูแลรวมทั้งเรื่องอื่น ๆ อย่างไรบ้าง ทั้งนี้เพื่อจะได้สามารถมีลูกในช่วงเวลาที่พร้อมค่ะ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 25 มี.ค. 11, 15:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ตรวจเพื่อรู้ทัน ป้องกันและรักษา

ปัจจุบันมีคู่ที่เตรียมสมรสให้ความสนใจกับเรื่องการตรวจร่างกายก่อนแต่งงาน ก่อนตั้งครรภ์เพิ่มมากขึ้น อาจเป็นเพราะได้รับข้อมูลข่าวสารมากขึ้น ทำให้ทราบว่าก่อนที่จะแต่งงานต้องมีการระวังเรื่องอะไร ตรวจเช็กเรื่องอะไรบ้าง

การตรวจร่างกายลักษณะนี้ จะเริ่มต้นจากการซักประวัติว่าคนในครอบครัวของแต่ละฝ่ายมีใครที่เป็นโรคติดต่อทางพันธุกรรมบ้างหรือไม่ หรือมีความผิดปกติอะไรที่สามารถถ่ายทอดถึงกันได้บ้าง เมื่อซักประวัติแล้วจะต่อด้วยการตรวจโรคค่ะ ซึ่งหากพบว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ คุณหมอจะตรวจหาโรคดังกล่าวอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

โดยทั่วไปการตรวจร่างกายสำหรับคู่ที่เตรียมตัวจะแต่งงานและตั้งครรภ์ มักจะตรวจกามโรคและโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์โดยโรคที่ต้องตรวจ คือ ซิฟิลิซ ไวรัสตับอักเสบ บี และที่สำคัญคือ HIV ส่วนฝ่ายหญิงจะมีการตรวจเพิ่มจากฝ่ายชายอีก คือ ตรวจดูภูมิต้านทาน เช่น หัดเยอรมัน หากพบว่ายังไม่มีภูมิต้านทาน ก็ฉีดวัคซีนเพิ่มภูมิต้านทาน จะได้ไม่ต้องเสี่ยงกับการติดเชื้อหัดเยอรมันระหว่างตั้งครรภ์ และอาจต้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาว่าเป็นโรคที่อาจเกิดอันตรายขณะตั้งครรภ์ หรือไม่ เช่น เบาหวาน เพราะโรคนี้มักไม่ค่อยแสดงอาการขณะที่อายุน้อยหรืออยู่ในวัยเจริญพันธุ์ แต่มักแสดงอาการตอนอายุมากขึ้นค่ะ

นอกนั้นเป็นการตรวจเลือดขั้นพื้นฐาน คือ การตรวจความเข้มข้นของเลือด ตรวจกรุ๊ปเลือดเพื่อดูว่ากรุ๊ปเลือดเข้ากันได้ไหมเม็ดเลือดปกติหรือไม่ หากตรวจขั้นพื้นฐานแล้วปกติก็จบกระบวนการ แต่ถ้าพบความผิดปกติ ก็ต้องตรวจอย่างละเอียดเพิ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เช่น ตรวจแล้วพบว่าเม็ดเลือดแดงเล็ก ก็ต้องตรวจให้ละเอียดเพื่อดูว่าเป็นทาลัสซีเมียหรือไม่ เป็นต้น

และอีกสิ่งหนึ่งที่ควรทำ คือ การเอ็กซเรย์ เพราะบางโรคซักประวัติแล้วไม่พบ ตรวจร่างกายแล้วไม่พบอีก แต่สามารถตรวจพบได้จากฟิล์ม เช่น วัณโรคปอด ซึ่งพบได้มากขึ้นในปัจจุบันเนื่องจากมีเชื้อ HIV เข้ามา ทำให้ได้รับเชื้อไม่มีภูมิต้านทานและติดวัณโรคได้ง่ายค่ะ


โรคทางพันธุกรรม และโรคติดเชื้อที่ควรตรวจ

ทาลัสซีเมีย (Thalassemia) เป็น โรคทางพันธุกรรมที่พบบ่อย เกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง ทำให้เม็ดเลือดแดงมีคุณสมบัติต่างไปจากปกติ คือ เป็นเม็ดเลือดแดงที่แตกง่าย ผู้ที่เป็นโรคนี้จึงซีด มีเลือดจาง และจะมีตับโต ม้ามโต ผู้ป่วยโรคนี้จะมีลักษณะหน้าตาเฉพาะ คือจมูกแบน กะโหลกศรีษะหนา โหนกแก้มสูง คางและกระดูกขากรรไกรใหญ่ ฟันบนยื่น ใบหน้าเปลี่ยนไปจากพ่อแม่ ผิวหนังสีคล้ำ กระดูกเปราะ หักง่าย ร่างกายเจริญเติบโตช้า และอายุสั้นกว่าคนทั่วไป บางรายอาการรุนแรงมากจนเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์

โรคทาลัสซีเมียจะถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกซึ่งมี 2 แบบ คือ

1. เป็นพาหะ ...จะไม่แสดงอาการ แต่มีความผิดปกติของเม็ดเลือดสามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้
- หากพ่อหรือแม่เป็นพาหะเพียงคนเดียว โอกาสที่ลูกจะเกิดมาพร้อมภาวะการเป็นพาหะของโรคในแต่ละครั้งของการตั้งครรภ์ คือ 50% และเป็นปกติ 50%
- ถ้าพ่อและแม่เป็นพาหะทั้งคู่ โอกาสที่ลูกจะเป็นโรคในแต่ละครั้งของการตั้งครรภ์คือ 25% เป็นพาหะ 50% และเป็นปกติ 25%

2. เป็นโรค ...จะแสดงอาการของโรค และสามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้เช่นกันค่ะ
- ถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรค อีกคนหนึ่งปกติ โอกาสที่ลูกจะเป็นพาหะในแต่ละครั้งของการตั้งครรภ์ คือ 100%
- ถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรค อีกคนหนึ่งเป็นพาหะ โอกาสที่ลูกจะเป็นโรคในแต่ละครั้งของการตั้งครรภ์ คือ 50% และเป็นพาหะ 50%

คนไทยที่เป็นทาลัสซีเมียจริงๆ และต้องมาพบแพทย์มีเพียง 1% (ประมาณ 6 แสนคน) ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่ได้แต่งงาน ส่วนคนที่เป็นพาหะทาลัสซีเมียประมาณ 33% หรือประมาณ 1 ใน 3 (ประมาณ 20 ล้านคน) ซึ่งจะดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติ และมีโอกาสจะแต่งงานแล้วมีลูกเป็นพาหะหรือเป็นโรคต่อไป

ถ้าตรวจก่อนแต่งงาน ก็จะทราบล่วงหน้าว่าตนเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะมีลูกเป็นโรคทาลัสซีเมียชนิดร้ายแรงหรือไม่ เพราะทาลัสซีเมียบางชนิดถึงจะเป็นแล้ว สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ บางชนิดก็มีผลต่อลูกอย่างมากค่ะ จะได้สามารถวางแผนว่าจะตัดสินใจมีลูกหรือไม่ถ้ามีลูกที่เกิดมาจะมีโอกาส เสี่ยงหรือต้องพบกับภาวะเช่นใดในอนาคตบ้าง จะเตรียมการรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นนั้นอย่างไร

แต่หากตั้งครรภ์โดยที่ไม่ได้ตรวจร่างกายมาก่อน แล้วมาตรวจพบภายหลังว่าลูกเป็นทาลัสซีเมีย สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่คู่นั้นสามารถทำได้ คือ ก้มหน้าดูแลและเลี้ยงดูลูกต่อไป มีหลายคู่ค่ะไม่เคยตรวจเลือด ไม่เคยทราบเลยว่าตนเองเป็นพาหะทาลัสซีเมียหรือไม่ ทำให้โอกาสที่การตั้งครรภ์ครั้งแรกจะได้ลูกที่เกิดพร้อมกับโรคทาลัสซีเมียมีสูง เพราะฉะนั้นจึงเป็นการดีหากสามารถตรวจเช็กได้ก่อนการตั้งครรภ์ค่ะ


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 25 มี.ค. 11, 15:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ซิฟิลิส (Syphilis) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum ซึ่งติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ค่ะ กรมควบคุมโรครายงานว่าในปี 2548 มีรายงานผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 12,235 คน โดยพบว่าอันดับ 1 เป็นโรคหนองใน รองลงมาคือ หนองในเทียม ซิฟิลิส แผลเริมอ่อน ฯลฯ

ถ้าตรวจก่อนแต่งงาน แม้โรคซิฟิลิสจะอยู่ในอันดับต้น ๆ ของปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่ก็รักษาให้หายขาดได้หากตรวจพบก่อนจะแต่งงานหรือตั้งครรภ์ แต่หากคุณไม่ได้ตรวจและเป็นโรคนี้ขณะตั้งครรภ์ ลูกจะคิดโรคไปด้วย โดยระยะที่ทารกมักจะเกิดการติดเชื้อซิฟิลิสได้บ่อย คือ ไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์ และจะส่งผลเสียต่อการตั้งครรภ์ โดยอาจทำให้เกิดการแท้งหรือทารกตายในครรภ์ได้ ทารกบางคนที่รอดชีวิตเมื่อโตขึ้นอาจมีความผิดปกติของผิวหนัง อาจมีการอักเสบของอวัยวะภายใน เช่น ตับ ม้าม ต่อมน้ำเหลือง ตับอ่อน ไต และระบบประสาท


หัดเยอรมัน (Rubella) โดยทั่วไปผู้หญิงจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมันตั้งแต่เด็กค่ะ แต่กว่าจะโตจนเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์และแต่งงาน ภูมิต้านทานอาจจะหมดไปแล้ว จึงจำเป็นต้องตรวจดุก่อนแต่งงานหรือก่อนตั้งครรภ์

ถ้าตรวจก่อนแต่งงาน แล้วพบว่ายังไม่มีภูมิต้านทาน ก็ควรฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันก่อน โดยคุณแม่ไม่ควรตั้งครรภ์ภายใน 3 เดือนหลังจากที่ฉีดวัคซีนนี้ไปค่ะ เพราะเป็นวัคซีนที่ผลิตจากเชื้อโรคที่ทำให้ฤทธิ์อ่อนลง หากปล่อยให้ตั้งครรภ์ในช่วงนี้ วัคซีนอาจก่อให้เกิดโรคหรือก่อให้เกิดความพิการกับลูกในท้องได้ค่ะ คุณแม่ที่ติดเชื้อหัดเยอรมันในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ จะมีโอกาสสูงมากที่ทารกจะแท้งหรือมีความพิการ เช่น สมองเล็ก ปัญญาอ่อน ตาบอด หูหนวก ทารกตัวเล็ก และหัวใจพิการแต่กำเนิดได้ค่ะ



เอดส์ (Aids) นับเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และทางเลือดอีกโรคหนึ่งที่พบได้มากขึ้น และยังไม่มีทางรักษาให้หายขาดในปัจจุบัน และมีผู้เสียชีวิตไปแล้วมากมายเพราะป่วยเป็นโรคนี้ โดยผู้ติดเชื้อเอดส์ในกรุงเทพมหานครที่มีอาการตั้งแต่ปี พ.ศ.2527 ถึง 30 เมษายน 2548 มีจำนวน 28,626 ราย ยังมีชีวิตอยู่ 20,972 ราย เสียชีวิตแล้ว 7,652 ราย ส่วนใหญ่เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ร้อยละ 79.18 และกลุ่มเด็กอายุ 0-4 ปี ป่วยเป็นโรคเอดส์ 999 ราย เสียชีวิตแล้ว 273 ราย คิดเป็นร้อยละ 3.57 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด (ข้อมูล : กองควบคุมโรคเอดส์ สำนักอนามัย กทม.)

ถ้าตรวจก่อนแต่งงาน จะทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจได้ชัดเจนขึ้น เพราะโรคนี้เกี่ยวเนื่องกับชีวิตทั้งสองคน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเชื้อ HIV แล้ว แต่ทั้งคู่ยังตกลงที่จะแต่งงานกัน คงไม่สามารถปล่อยให้มีลูกได้ และต้องได้รับคำแนะนำในการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันด้วย แต่หากตั้งใจที่จะมีลูก ก็ต้องไม่มีการป้องกันตัวเอง นั่นคือ มีเพศสัมพันธ์กันโดยปราศจากการป้องกันซึ่งคุณเองก็ต้องได้รับเชื้อนี้ไปด้วย ถึงแม้ว่าปัจจุบันเริ่มมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สามารถใช้น้ำยาล้างตัวอสุจิให้ปราศจากเชื้อก่อนนำไปผสมเทียมเพื่อป้องกันติดโรคนี้ แต่ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย

คุณแม่ที่ได้รับเชื้อเอดส์ไม่จะก่อนหรือขณะตั้งครรภ์ ต้องรับประทานยา AZT เพื่อลดการติดเชื้อของลูกตอนแรกคลอดแต่หากไม่ได้รับประทานยา AZT เลย โอกาสที่ลูกจะติดเชื้อมีถึง 1 ใน 3 หรือประมาณ 30% ถ้ารับประทานยาโอกาสติดเชื้อจะลดลงเหลือประมาณ 3-5% แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้ออยู่ดี ซึ่งดิฉันคิดว่าไม่คุ้มเลยที่จะเอาชีวิตบริสุทธิ์ของลูกหรือแม้แต่ตัวคุณเองมาเสี่ยง เพราะฉะนั้นตรวจตั้งแต่ก่อนแต่งงานดีที่สุดค่ะ


ไวรัสตับอักเสบ บี (Hepatitis B) เป็นโรคติดต่อที่สำคัญโรคหนึ่ง เนื่องจากมีการระบาดไปทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก คนไทยเองที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี มีอยู่ร้อยละ 8-10 ของประชากรทั้งหมด คิดเป็นจำนวน 6-7 ล้านคนค่ะ และมีอัตราการตายเนื่องจากโรคนี้ค่อนข้างสูง เพราะสามารถติดต่อกันได้ง่าย คือ
1. ได้รับเลือดหรือใช้ของใช้ที่เปื้อนเลือดร่วมกับผู้ติดเชื้อ เช่น แปรงสีฟัน ใบมีดโกน เป็นต้น
2. มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อ เพราะสามารถพบเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ได้ในน้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอดของผู้เป็นพาหะ หรือผู้ที่กำลังติดเชื้อไวรัสอยู่
3. การติดเชื้อจากแม่สู่ทารกในครรภ์ ซึ่งลูกมักจะไม่แสดงอาการแต่จะเป็นพาหะของเชื้อไวรัสนี้ และสามารถแพร่เชื้อไปให้ผู้อื่นได้ นอกจากนี้ทารกที่คลอดจากมารดาที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี อาจติดเชื้อระหว่างคลอดได้ หรือแม้แต่การเลี้ยงดูใกล้ชิดสามารถติดเชื้อได้เช่นกันค่ะ

ถ้าตรวจก่อนแต่งงาน แม้ปกติทารกแรกคลอดจะได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบีอยู่แล้ว เมื่อแรกคลอด 1 เข็ม อายุ 1 เดือน 1 เข็ม และ 6 เดือน อีก 1 เข็ม แต่หากตรวจพบว่าคุณแม่เป็นพาหะไวรัสชนิดนี้อยู่ ลูกจะได้รับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีขณะคลอดเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเข็มค่ะ

แต่ถ้าไม่ได้ตรวจร่างกายก่อนตั้งครรภ์ ทารกที่คลอดจากมารดาที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบีและไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเมื่อแรกคลอด ก็จะเป็นโรคตับอักเสบ ซึ่งเมื่อเป็นโรคนี้มีโอกาสพัฒนาไปเป็นโรคตับเรื้อรัง และอาจเป็นมะเร็งตับในที่สุด โดยเฉพาะทารกเพศชายจะมีความไวต่อการรับเชื้อมากกว่าทารกเพศหญิง ที่อาจเป็นเพียงพาหะของเชื้อไวรัสชนิดนี้ และสามารถแพร่เชื้อไปให้กับผู้อื่นได้

เชื้อไวรัสตับอักเสบบี จะมีระยะฟักตัวของโรคประมาณ 2-3 เดือน ซึ่งโดยทั่วไปเมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัสชนิดนี้เข้าไปร่างกายจะกำจัดเชื้อให้หมดไปภายใน 3 เดือน แต่ถ้าร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อชนิดนี้ จึงเกิดภาวะเป็นพาหะของเชื้อได้ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดตับอักเสบเรื้อรังชนิดรุนแรง ตับแข็ง และ มะเร็งตับในที่สุดค่ะ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 25 มี.ค. 11, 15:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ตรวจ…เพื่ออนาคตลูก

หากคุณอยากมีลูกที่มีสุขภาพแข็งแรงพร้อมจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ก็ต้องมาจากพ่อแม่ที่มีคุณภาพ ซึ่งก็คือการมีสุขภาพที่แข็งแรงปราศจากโรคร้ายต่าง ๆ ด้วยค่ะ แต่ใช่ว่าคนที่เจ็บป่วยหรือเป็นพาหะของโรคจะไม่สามารถแต่งงานมีครอบครัวได้นะคะ เพียงแต่ต้องมีการตรวจเช็กให้ละเอียดและมีการวางแผนร่วมกันก่อน เพื่อการป้องกันปัญหาหรือแก้ไขส่วนที่สามารถแก้ไขได้ค่ะ

เกี่ยวกับการตรวจร่างกายก่อนแต่งงาน นพ.วิชัย ชวาลไพบูลย์ สูติแพทย์ประจำโรงพยาบาลกลางได้กล่าวถึงความสำคัญของเรื่องนี้ว่า
“เรื่องตรวจร่างกายเป็นหัวใจสำคัญของการดำรงชีวิตครอบครัวให้เป็นสุขต่อไป เพราะว่าในครอบครัวไหนก็ตามที่สมาชิกของครอบครัวมีสุขภาพแข็งแรงทั้ง 2 ฝ่าย ก็เป็นครอบครัวที่มีปัญหาน้อย แต่หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีโรคภัยไข้เจ็บ มีโรคเรื้อรัง คิดดูว่าอีกฝ่ายจะมีความสุขได้อย่างไร เขาก็ต้องมีความกังวล ผลที่ตามมาคือ สมาชิกที่จะเกิดตามมาก็อาจจะเป็นโรคติดมาด้วย แล้วเราจะลำบากแค่ไหนในการที่จะต้องดูแลทั้งลูกทั้งแฟนที่เป็นโรค เพราะฉะนั้นเราต้องใส่ใจให้มากขึ้นในการวางแผนให้ถูกต้อง”

ดิฉันเห็นด้วยกับคุณหมอนะคะ เพราะถ้าเป็นดิฉันเอง คงไม่ยอมปล่อยให้ลูกได้รับเชื้อโรคใด ๆ เป็นแน่ อย่าว่าแต่เป็นโรคร้ายเลยค่ะ เพียงแค่พาหะดิฉันก็พยายามหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน และเชื่อว่าคุณเองก็คงคิดเช่นเดียวกัน


รักแค่ไหน? พิสูจน์ได้แค่ไปตรวจ

ดิฉันเชื่อว่าคนเราเมื่อรักกันแล้ว ย่อมไม่อยากทำอะไรให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดความรู้สึกคลางแคลงใจ หรือทำให้สถานะของความไว้เนื้อเชื่อใจต้องสั่นคลอน อาจมีใครหลายคนอยากชวนคู่รักไปตรวจร่างกาย แต่ก็กลับอีกฝ่ายจะคิดว่าตนเองไม่ไว้ใจในตัวเขา กลัวการขัดแย้ง แล้วก็เลยทำลืม ๆ มันไป

ไม่อยากให้คุณคิดอย่างนี้เลยค่ะ เพราะดิฉันคิดว่าการตรวจร่างกายก่อนแต่งงานเป็นบทพิสูจน์รักแท้ได้อีกทางหนึ่งค่ะ หากตรวจแล้วพบว่าเป็นโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคทางกรรมพันธุ์หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก็ตาม มันเป็นโอกาสที่เราจะได้เห็นว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไร พร้อมที่จะเคียงข้างใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันไปหรือไม่ พร้อมที่จะใช้ความรักฟันฝ่าอุปสรรค หรือต่อสู้กับโรคร้ายไปด้วยกันหรือไม่เรื่องนี้สำคัญค่ะ เพราะรักมิใช่เพื่อคนสองคนเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงเจ้าตัวเล็กที่จะเกิดมาในอนาคตอีกด้วย


มาเริ่มต้นสร้างครอบครัวคุณภาพ และพิสูจน์ความรักของตัวคุณที่มีต่อคู่ครอง และเตรียมสิ่งดี ๆ เพื่อมอบเป็นของขวัญให้กับชีวิตของลูกน้อย ด้วยการไปตรวจร่างกายก่อนแต่งงานกันดีกว่าค่ะ

บทความ : มรกต เอื้อวงศ์


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 25 มี.ค. 11, 15:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*073


Jesus loves you and so do I.
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 27 มี.ค. 11, 08:21 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

กระทู้นี้ดี มีคุณภาพ เห็นด้วยอย่างที่สุด

http://www.pandagroup.pantown.com/

สมัยนี้แค่ไว้ใจกันมันไม่พอแล้วครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม