หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ใช้ยาระบายมากเมื่อท้องผูก ระวังอาจถ่ายเองไม่ได้อีกเลย!  (อ่าน 186 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 5 เม.ย. 11, 14:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ใช้ยาระบายมากเมื่อท้องผูก ระวังอาจถ่ายเองไม่ได้อีกเลย!

เชื่อว่าคงยกมือกันเป็นแถว เพราะปัญหาท้องผูกสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ หญิงหรือชายก็ไม่เว้น หลายคนจึงมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาและไม่ให้ความสนใจที่จะแก้ปัญหาภาวะท้องผูก อย่างจริงจัง ซึ่งการปล่อยให้เกิดภาวะท้องผูกเรื้อรังนั้น อาจทำให้เกิดโรคตามมาได้ เช่น โรคริดสีดวงทวาร เป็นต้น

สาเหตุภาวะท้องผูกอาจเกิดจากความผิดปกติทางกายหรือโรคทางสำไส้ เช่น รูทวาร ไขสันหลัง มีความผิดปกติของเส้นประสาทที่ควบคุมการถ่าย การอุดตันของสำไส้ มะเร็งลำไส้ หรือการใช้ยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท ยาคลายความกังวล ยารักษาโรคจิตและอาการซึมเศร้า เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่ภาวะท้องผูกเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุทางกาย พบบ่อยในผู้ที่รับประทานอาหารที่มีกากใยอาหารน้อย หรือไม่ชอบรับประทานผัก ผลไม้ หรือดื่มน้ำน้อยเกินไป รวมถึงผู้ที่ชอบกลั้นอุจจาระบ่อย ๆ

การรักษาอาการท้องผูกทำได้ 2 วิธี คือ การรักษาโดยการใช้ยา และ การรักษาโดยไม่ใช้ยา แต่วิธีที่ดีกว่าคือการไม่ใช้ยา แต่อาจจะใช้ได้เฉพาะในกรณีที่ภาวะท้องผูกไม่รุนแรง ข้อแนะนำคือหันมารับประทานอาหารที่มีเส้นใยมาก ๆ ได้แก่ ผัก ผลไม้ ตัวอย่างเช่น ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง ผักโขม ข้าวกล้อง พรุน ส้ม มะละกอ เป็นต้น ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และควรฝึกนิสัยการขับถ่ายให้เป็นเวลา โดยอาจเป็นช่วงเช้า หรือช่วงเย็นก็ได้ เพื่อให้ลำไส้เกิดความเคยชินกับการขับถ่ายเป็นเวลา

ส่วนการรักษาอาการท้องผูกโดยการใช้ยาระบายนั้น มีข้อมูลที่น่าสนใจจากสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) ระบุว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังมีพฤติกรรมการใช้ยาระบายมากเกินความจำเป็น อย่างบางคนเมื่อเกิดภาวะท้องผูกทีไรก็จะกินยาระบายทันที หรือผู้หญิงบางคนก็กินเป็นยาระบายเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งเป็นพฤติกรรมการใช้ยาที่ไม่ถูกต้องและอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ควรใช้ยาระบายควรใช้เป็นการชั่วคราวเท่านั้น ไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 1 สัปดาห์ โดยเฉพาะยากลุ่มที่กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ เพื่อหลีกเลี่ยงการติดยาและการเกิดกลุ่มอาการท้องผูกสลับท้องเสีย ซึ่งจะทำให้การทำงานของลำไส้ใหญ่ ลดลงมากกว่าปกติ ระบบขับถ่ายทำงานผิดปกติ ทางที่ดีเมื่อเกิดภาวะท้องผูกและมีความจำเป็นต้องใช้ยาระบาย ควรเลือกชนิดของยาระบายให้เหมาะสม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

รูปแบบของยาระบาย มีอยู่หลายรูปแบบ ได้แก่
1. ยารับประทาน อาจเป็นยาเม็ด เช่น ยาเม็ดไบซาโคดิล ยาเม็ดมะขามแขก ก็ต้องกลืนยาทั้งเม็ด ห้ามบดหรือเคี้ยวก่อนกลืน อาจเป็นยาชง เช่น ยาชงมะขามแขก ซึ่งต้องชงกับน้ำก่อนดื่ม หรืออาจเป็นยาน้ำแขวนตะกอน เช่น ยามิลค์ออฟแมกนีเซีย หรือยาน้ำแขวนละออง เช่น ยาระบายอิมัลชันของน้ำมันแร่และแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ ซึ่งยาน้ำทั้งสองรูปแบบนี้ต้องเขย่าขวดทุกครั้งก่อนรับประทานยา ส่วนใหญ่แล้วให้รับประทานยาวันละ 1 ครั้งก่อนนอน
2. ยาเหน็บทวาร ยาจะเป็นลักษณะแท่งใช้สอดในทวารหนักวันละ 1 ครั้งก่อนนอน เช่น ยาเหน็บไบซาโคดิล ยาเหน็บกลีเซอร์รีน ซึ่งจะมีทั้งขนาดยาสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ยาเหน็บทวารนี้จะหลอมละลายเมื่อโดนความร้อน จึงต้องเก็บยาเหน็บทวารที่ยังไม่ใช้ไว้ในที่เย็น ไม่ให้โดนความร้อนหรือแสงโดยตรง หากในฉลากยาหรือเอกสารกำกับยามีข้อความระบุว่า ให้เก็บยาเหน็บในตู้เย็น ช่องธรรมดา ไม่เก็บในช่องแช่แข็ง
3. ยาสวนทวาร เช่น ยาสวนโซเดียมคลอไรด์ ซึ่งมีทั้งขนาดยาสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ยาจะอยู่ในรูปแบบน้ำและถูกบรรจุไว้ในภาชนะพลาสติกทรงลูกบอลที่ด้านหนึ่งมีคอ ยื่นออกมาเป็นหลอดปลายแหลม เมื่อจะใช้ก็เปิดฝาที่ปลายคอออก แล้วสอดเข้ารูทวารหนัก บีบลูกบอลดันน้ำยาออกจนหมดแล้วดึงออกลูกบอล กลั้นไว้สักพัก จะรู้สึกปวดและอยากถ่ายอุจจาระ

สรุปก็คือ ถ้าไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาระบาย ด้วยการรับประทานผัก ผลไม้ อาหารที่มีกากใยอาหารสูง ดื่มน้ำให้มากขึ้น และออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาระบาย ควรขอคำปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน และที่สำคัญการใช้ยาระบายทุกชนิด ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้ลำไส้ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ส่งผลให้ต้องใช้ยาระบายตลอด ไม่สามารถขับถ่ายอุจจาระได้เองตามปกติ


ที่มา : ฝ่ายวิชาการ สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย)


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 5 เม.ย. 11, 14:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*073



Jesus loves you and so do I.
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
ตึ๋งหนืด
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 10 เม.ย. 11, 14:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ท้องผูกก็กินน้ำทีละน้อย แต่กินทุกสองชั่วโมง ไส้และขี้จะได้ไม่เหนียว เหนียวมันก็ติดแหง็กๆ คาไส้ กินน้ำให้ขี้มันนุ่ม และตรงทวารหนักคนที่ขี้ยาก บางคนนะ สรีระของไส้มันจะเป็นมุมงอก่อนออกทวารหนัก ขี้มันก็เลยออกมายากนะ แก้ง่ายๆ ด้วยการปรับท่านั่งขี้ ให้ทำตัวเป็นไอแมงมุม โน้มตัวไปข้างหน้า โก่งตูดขึ้น เพื่อยืดเหยียดส่วนไส้ที่งอก่อนออกทวารหนัก จะช่วยไม่ให้เจ็บตูด ไม่ให้รูตูดฉีกได้ อย่าให้รูฉีกนะอันตราย ถ้าเป็นแผลเชื้อโรคสกปกจากขี้มันจะเข้าทางแผลฉีกขาด ..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม