หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: โครงการไทยเข้มแข็ง ใช้งบประมาณคุ้มค่าจริงหรือ  (อ่าน 288 ครั้ง)
Guest
ทุจริตเชิงนโยบาย
เรทกระทู้
« เมื่อ: 2 ธ.ค. 11, 23:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

q*073 ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ ทุกหน่วยงานที่อาสารับโครงการนี้ใช้จ่ายงบประมาณของรัฐเกินความเป็นจริง และทุจริตคอรัปชั่นมากที่สุด
เลิกโครงการนี้ได้ ขอให้ยกเลิกเถอะครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 2 ธ.ค. 11, 23:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผมคิดว่าคุณควรจะมีเหตุผลมากกว่าตรรกระการกล่าวหาผู้อื่น โดยไร้เหตุผล

ว่าโครงการมีการทุจริตอย่างไร ใครมีส่วนได้เสียบ้างในโครงการ

ต้องแบบนี้ซิครับ ผมถึงจะเชื่อคุณ
q*020

cocococococo
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 3 ธ.ค. 11, 10:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์หมายมั่นปั้นมือจะสร้างผลงานและความนิยมอย่างรวดเร็วผ่านโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน หรือ "โครงการชุมชนพอเพียง" และโครงการไทยเข้มแข็ง ปี 2553-2555 หรือ "เอสพี 2" มูลค่ารวมกันเกือบแสนล้านบาท แต่กลับปล่อยให้กลุ่มธุรกิจการเมือง และกลุ่มข้าราชการประจำ สมคบกันเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีการล็อคสเปคสินค้า ครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง กำหนดราคาแพงเกินจริงทั้งๆที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ทั้งนี้ เพื่อนำส่วนต่างมาแบ่งปันผลประโยชน์



การที่ "มติชน"ตัดสินใจผลักดันข่าวชุมชนพอเพียงเป็นข่าวขึ้นหน้า 1 (ฉบับ13 ก.ค.52) หลังนำเสนอเป็นข่าวเด่นกรณีกลุ่มบุคคลอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ สพช. และคนของนักการเมืองพรรคใหญ่ ร่วมชี้นำแกมบังคับให้ชุมชนต่างๆเขียนขอโครงการจัดซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น และแพงมาก เพราะเชื่อว่าพฤติการณ์ดังกล่าวน่าจะเกิดทั่วประเทศ อีกทั้งสงสัยว่านักการเมือง ผู้บริหารใน สพช.รู้เห็นเป็นใจและเปิดช่องให้เอกชนเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดิน



เราได้ตั้งทีมข่าวพิเศษเกาะติดและนำเสนอข่าวหน้า 1 ต่อเนื่อง ด้วยวิธีการทำข่าวเชิงสืบสวนมาใช้สืบค้นข้อมูลพื้นฐาน และข้อมูลเชิงลึกผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงลักษณะการทุจริตผ่านกลุ่มบุคคลต่างๆ จนพบความเกี่ยวข้องกันอันเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจน ได้แก่ 1.ค้นเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบข้อมูลบริษัท บีเอ็นบี อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นแม่ข่ายกระจายสินค้าให้บริษัทลูกรับไปเสนอขายชุมชนนั้น มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับนายสุมิท แช่มประสิทธิ์ ผู้อำนวยการ สพช. ขณะเป็นประธานบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นจีเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) และยังพบอีกว่า บริษัท พรีเมียร์ คลับ (2005) ซึ่งมี น.ส.นันท์นภัส แช่มประสิทธิ์ น้องสาวของนายสุมิท เป็นผู้มีอำนาจทำการ ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท แบ็งคอค อินเตอร์เนชั่นแนล เกอร์เม็ต จำกัด โดยบริษัท แบ็งคอคฯเพิ่งเข้ามาถือหุ้นบริษัท บีเอ็นบีฯในช่วงเริ่มโครงการชุมชนพอเพียง



2.ค้นเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พบบริษัท คาร์เทล เทคโนโลยี่ จำกัด ผู้รับสินค้าจากบริษัท บีเอ็นบีฯไปขายให้ชุมชน มีชื่อเป็นผู้บริจาคเงินให้พรรคประชาธิปัตย์จำนวน 500,000 บาท เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ก่อนเริ่มโครงการชุมชนพอเพียงไม่กี่สัปดาห์ถัดมา



3.การลงพื้นที่ชุมชนต่างๆเพื่อแสวงหาข้อมูลหลักฐาน พบกระบวนการจัดทำโครงการโดยมิชอบหลายประการ รวมถึงได้หลักฐานภาพถ่ายมัดตัวสมาชิกสภาเขต (ส.ข.)บางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ และผู้อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ สพช.นำสินค้าของบริษัทในเครือบริษัทบีเอ็นบีฯ ไปล็อบบี้ให้ชุมชนจัดซื้อ พฤติการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ยังกระจายไปทั่วประเทศ



จากข้อเท็จจริงหลายประการบ่งชี้ว่า ผู้บริหารใน สพช.รู้เห็นเป็นใจกับกลุ่มบุคคลต่างๆ ซึ่งเชื่อมโยงกันในลักษณะ "เครือข่ายธุรกิจการเมือง" ตั้งแต่เริ่มโครงการ กลั่นกรองและอนุมัติโครงการ ฝ่ายชุมชนจำใจเลือกสินค้าที่ล็อคไว้ เพราะถ้าไม่ยอมรับก็ไม่ได้รับอนุมัติ ปัจจุบันสินค้าจำนวนมากถูกกองทิ้งไว้สูญเปล่า

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 3 ธ.ค. 11, 10:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทุจริตโครงการไทยเข้มแข็ง จุดเริ่มต้นเตรียมการกินรวบระยะยาว
Wed, 2010-01-13 11:17
รายงานโดย ฐิตินบ โกมลนิมิ
http://www.thitinob.com/node/99

หลังการเปิดเผยผลการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งในกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มูลค่ากว่า 86,000 ล้านบาทก่อนสิ้นปี 2552 ทำให้รัฐมนตรี 2 คนลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ตามทีมที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรีที่ลาออกไปก่อนหน้านี้ เมื่อปรากฏข่าวการเปิดโปงการทุจริตโดยชมรมแพทย์ชนบทผ่านสื่อมวลชนตั้งแต่เดือนกันยายน 2552 เป็นต้นมา กล่าวกันว่าเป็นการเตรียมการทุจริตที่ไม่ได้ใยดีต่อประวัติศาสตร์และบทเรียนจาก ‘การทุจริตจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ งบฯ 1,400 ล้านบาท’ เมื่อปี 2541 ที่ชมรมแพทย์ชนบท เภสัชชนบท และเครือข่ายต่อต้านการทุจริตภาคประชาชนออกมาเคลื่อนไหว มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนอย่างต่อเนื่องมากกว่า 30 คณะ จนทำให้นักการเมืองถูกพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 15 ปี ดังนั้น เมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดราชดำเนินเสวนา “ถามหา ‘มาตรฐาน’ จากทุจริตยา ถึง ไทยเข้มแข็ง?” ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘ภาคประชาสังคม’ เข้ามาสอดรับการเคลื่อนไหวของชมรมแพทย์ชนบทอีกครั้งในการตรวจสอบทุจริตครั้งนี้ โดยมีประเด็นและรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ ..


สิ่งที่น่ากังวล ผลกระทบจากการทุจริตโครงการไทยเข้มแข็ง
ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ นักวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า งบประมาณในโครงการไทยเข้มแข็ง ปี 2552 ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จำนวนกว่า 86,000 ล้านบาท ซึ่งมากเป็น 60 เท่าของงบฯ การจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ ปี 2541 มูลค่าเพียง 1,400 ล้านบาท สิ่งที่สังคมไทยต้องตระหนักร่วมกันคือ งบประมาณในโครงการแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง รัฐบาลไทยไปกู้เงินมา เพื่อพัฒนาศักยภาพประเทศ ถ้าใช้เงินอย่างไม่มีประสิทธิภาพ สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือ หนี้ในอนาคต ซึ่งจะทำให้ฐานะการเงินการคลังของรัฐบาลอ่อนแอลง โครงการใหม่ๆ ก็จะเกิดขึ้นได้ยาก เพราะรัฐบาลต้องหาเงินมาใช้หนี้

“สิ่งที่รับรู้จากการสอบสวนการทุจริตไทยเข้มแข็ง นอกจากการพยายามทุจริตในวงเงินประมาณจำนวนมากกว่าที่ผ่านมาหลายเท่าตัว ยังเป็นการเตรียมการเพื่อทุจริตต่อเนื่องระยะยาว กล่าวคือเป็นจุดตั้งต้นในการกินยาวและสร้างผลเสียหายระยะยาว ซึ่งแย่กว่าการทุจริตยาและเวชภัณฑ์” นพ.วชิระ บถพิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมพวง จ.นครราชสีมา และหนึ่งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี (ที่ นพ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธาน) กล่าวและอธิบาย

การทุจริตจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ก็แค่ซื้อของราคาแพงโดยไม่จำเป็นมากองไว้ ทั้งยาและเวชภัณฑ์ใช้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็หมด งบประมาณ 1,400 ล้านบาท ทุจริตจริงๆ ก็แค่ 200-300 ล้านบาท แต่การจัดซื้อเครื่องมือแพทย์โดยไม่จำเป็นเช่น เครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตร้าไวโอเลต (UVfan) ในลักษณะการสั่งให้ทุกโรงพยาบาลชุมชนจัดซื้อโดยไม่ได้ขอ รพ.ละ 1 เครื่องนั้น นอกนั้นที่เหลือก็ไปใช้เงินบำรุงโรงพยาบาลซื้อกันเองในอนาคต และทาง รพ.อาจจะต้องไปดัดแปลงสถานที่เองเพื่อให้เหมาะกับการใช้เครื่องให้มีประสิทธิภาพอีกต่างหาก

“หรือกรณีการจัดสรรงบเพื่อจัดซื้อเครือตรวจชีวเคมีในเลือด เครื่องตรวจนับเม็ดเลือดอัตโนมัติโดยไม่ได้ขอนั้น เครื่องเหล่านี้ปกติ รพ.ไม่ต้องซื้อเครื่อง เหมือนเครื่องถ่ายเอกสารที่บริษัทขายวัสดุชันสูตรจะมาวางให้ รพ.ใช้เอง แล้วทำไมเราต้องเลือกซื้อเครื่องของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เทคโนโลยีการแพทย์เหล่านี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ซึ่งบริษัทควรเข้ามาให้บริการบำรุงรักษาโดยไม่คิดมูลค่า แต่ภาระการดูแลเหล่านี้จะกลายเป็นของ รพ.ในอนาคต”

“หรืองบประมาณการก่อสร้างในโครงการนี้สูงมากถึง 80% ก็เป็นการสร้างตึก สร้างอาคารอย่างไม่มียุทธศาสตร์ การกระจายงบลงทุนโดยกระจุกตัวแต่ในเมืองใหญ่ และยังเป็นพื้นที่ของนักการเมือง ซ้ำร้ายงบประมาณเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่มีน้อยมากตั้งไว้แค่ 6% ก็ยังมีแทรกอาคารหอพักพยาบาลเข้าไปอีก ทำให้เกิดการกระจายทรัพยากรไม่เป็นธรรม ส่งผลให้โครงสร้างการบริการสุขภาพระยะยาวบิดเบี้ยว ไม่เป็นไปตามสภาพความเป็นจริงและทุกข์ร้อนของประชาชน เหล่านี้เป็นผลเสียระยะยาวที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งเสียหายมากกว่าการทุจริตยาและเวชภัณฑ์ที่ผ่านมา”


ที่มาของงบประมาณและวิธีการทุจริต
ดร.นวลน้อย เปรียบเทียบว่า การทุจริต 2 กรณีนี้เหมือนกัน ประการแรกเกิดในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ กล่าวคือ การทุจริตยา ปี 2541 เกิดหลังวิกฤตเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลไปกู้เงิน IMF มาแล้วได้จัดสรรงบประมาณเพื่อเยียวยาความเสียหายจากระบบเศรษฐกิจที่สร้างผลกระทบแก่ประชาชน ที่ไม่สามารถเข้าถึงหรือจ่ายค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้ และโรงพยาบาลก็มีหนี้ค่ายากันจำนวนมาก ดังนั้นกระทรวงการคลังจึงจัดสรรงบประมาณให้ สธ.เพื่อการเยียวยา งบประมาณจึงไม่มากแค่ 1,400 ล้านบาท ส่วนการทุจริตโครงการไทยเข้มแข็ง ปี 2552 เป็นงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกกู้และอัดเงินเข้าประเทศกันอย่างมากมาย เพราะกลัวเศรษฐกิจจะดิ่งลงเหว เป็นงบลงทุนเพื่อดึงเศรษฐกิจขึ้นมาหวังทำให้ระบบเศรษฐกิจและคนไทยเข้มแข็งขึ้น วงเงินงบประมาณนี้จึงมหาศาล 1.4 ล้านล้านบาท โดยทยอยอนุมัติงบประมาณผ่านรัฐสภาฯ ทีละหลายแสนล้านบาท

เหมือนกันประการที่ 2 คือ มีการเร่งรีบจัดทำโครงการหรือคำของบประมาณ ซึ่งความเร่งรีบนี้จึงเป็นข้ออ้างหรือการฉวยใช้ให้ทุจริตได้ การทุจริตยาเป็นการจัดสรรงบเพื่อให้โรงพยาบาลต่างๆ ไปใช้หนี้ค่ายาที่ติดค้างกับบริษัทยาและองค์การเภสัชกรรม แต่กลับนำไปซื้อเวชภัณฑ์ราคาแพง ส่วนโครงการไทยเข้มแข็ง ต้องถือว่าผลกระทบหลังการรัฐประหาร ปี 2549 ที่ทำให้ระบบราชการเกิดความเฉื่อยชา เมื่อมีโครงการใหญ่และเร่งด่วนลงมือจึงไม่มีการกลั่นกรองเลย

ดร.นวลน้อย อธิบายวิธีการทุจริตนั้น มีลักษณะที่เหมือนกัน คือ (1) ทั้ง 2 กรณีเกิดขึ้นได้เพราะข้าราชการให้ความร่วมมือกับนักการเมือง ลำพังนักการเมืองฝ่ายเดียวไม่สามารถทุจริตได้ และน่าเชื่อว่าข้าราชการร่วมด้วย ใน 2 ลักษณะคือ ข้าราชการจำนวนหนึ่งเต็มใจเพราะอาจได้ส่วนแบ่ง หรือได้ตำแหน่งที่ก้าวหน้ากว่าเดิม และจำนวนหนึ่งยอม จำใจ ทุจริตเพราะอยู่ในความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ต้องทำ เพราะอาจได้รับผลกระทบหากไม่ร่วมมือ (2) กรณีการทุจริตยา เนื่องจากยามีราคากลาง จึงเริ่มต้นจากการออกระเบียบยกเลิกราคากลาง เพื่อสั่งซื้อตามอำเภอใจ ส่วนโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งเป็นงบลงทุน ที่มีคณะกรรมการตรวจสอบ กลับไม่ใช้กลไกนั้น แต่เลือกใช้กลไกพิเศษ

และ (3) ทั้ง 2 กรณีนี้เป็นการจัดสรรงบประมาณกระจายออกไปในส่วนภูมิภาคก็จริง แต่มี ‘ใบสั่ง’ ออกไปจากส่วนกลาง ทำให้มีคนรู้เห็น ‘ความผิดปกติ’ เห็นปัญหาและผลกระทบจำนวนมาก อันนำมาซึ่งการตรวจสอบ เปิดโปงได้อย่างรวดเร็ว หากเทียบกับโครงการเมกะโปรเจ็คในกระทรวงอื่น เช่น ถ้ากระทรวงคมนาคมทำถนนหรือโครงการรวมเป็นจุดเดียว ก็จะมีแต่คนที่รู้ในโครงการนั้นโอกาสที่คนอื่นจะรู้เห็นยากมาก นอกจากข้าราชการวงในที่จะเห็นประเด็นต่างกัน และนำข้อมูล ‘อินไซด์’ ออกมา

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 3 ธ.ค. 11, 11:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

น.ส.รสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กทม. กล่าวว่า แม้กระบวนการทุจริตมีความก้าวหน้า ทุจริตเมกะโปรเจ็คเม็ดเงินสูงขึ้น แต่จุดหนึ่งที่ยังเหมือนเดิมทั้งทุจริตยาและโครงการไทยเข้มแข็งคือเป็นการทุจริตแบบสามเหลี่ยมคอร์รัปชั่น คือ มีความเกี่ยวพันใน 3 กลุ่ม ประกอบด้วย ข้าราชการ นักการเมือง และนักธุรกิจ แต่สิ่งที่ต้องจับตามองคือจะสามารถเอาผิดข้าราชการระดับสูงที่เกี่ยวข้องได้ หรือไม่ ไม่ใช่แค่นักการเมืองที่ต้องลาออก


ปัจจัยทางการเมืองและจังหวะในการตรวจสอบ
นพ.วชิระ เล่าว่า ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2552 นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบทถูกแรงกดดันจากสมาชิกชมรม ซึ่งก็คือผู้อำนวยการ รพ.ชุมชนหลายแห่ง ให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะได้รับใบสั่งให้จัดซื้อจัดเครื่องมือแพทย์อย่างโจ่งแจ้ง ทั้งในระดับจังหวัดและในระดับอำเภอ และให้เร่งดำเนินการให้เสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2552 โดยมีข้ออ้างเร่งรัดว่า หากใช้งบประมาณช้าจะถูกสำนักงบประมาณริบเงิน นพ.เกรียงศักดิ์ ก็แจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบว่าอาจมีความไม่ชอบมาพากลในโครงการไทยเข้มแข็ง นายกฯ ก็ว่าหากมีข้อมูลให้แจ้งให้ทราบ จากนั้นก็มีการส่งข้อมูลต่อๆ กัน เปิดประเด็นผ่านสื่อ การเคลื่อนไหวก็มีกระบวนการและขั้นตอน จนกระทั่งมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่มีการเผยแพร่ผลสอบสวนแก่สาธารณะ

“ในชมรมฯ มีการถกเถียงกันประเด็นหนึ่งคือ เราจะรอให้พบหลักฐานทุจริตก่อนค่อยเปิดโปง เหมือนกรณีทุจริตจัดซื้อยาฯ หรือเปิดเผยให้สังคมรู้เลย สรุปกันว่า การทุจริตในโครงการไทยเข้มแข็ง งบประมาณครั้งนี้มากกว่า 86,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นเรื่องรอไม่ได้ ชมรมฯ ต้องรีบออกมาฟ้องสังคม อันเป็นการป้องกันผลเสียหายได้มากกว่า เพราะการออกมาเปิดเผยเช่นนี้ ชมรมฯ หวังว่าจะเกิดกระบวนการรื้อและจัดสรรงบประมาณเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนมากกว่านี้ นี่คือความแตกต่างในแง่ของจังหวะการเคลื่อนไหวของชมรมแพทย์ชนบท”

ด้าน ดร.นวลน้อย เห็นว่า ในเชิงปัจจัยทางการเมือง เห็นได้ชัดเจนว่าลักษณะความเข้มแข็งทางการเมืองของรัฐบาลผสม หากพรรคที่เป็นแกนกลางไม่สามารถกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ การทุจริตในลักษณะเช่นนี้ จะทำให้กระบวนการตรวจสอบทำได้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแตกต่างอย่างมากในสมัยรัฐบาลทักษิณ เมื่อการเมืองเข้มแข็ง ระบบการตรวจสอบย่อมอ่อนแอ สะท้อนผ่านกรณีทุจริตคอมพิวเตอร์ 900 ล้านบาท หรือกรณีรถพยาบาล 232 คันที่ไม่สามารถสรุปผลการสอบสวนได้

ในประเด็นเดียวกันนี้ น.ส.รสนา กล่าวว่า ที่เหมือนกันคือเป็นการทุจริตในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ ปี 2541 เป็นการกระทำของพรรคร่วมรัฐบาล แต่กรณีไทยเข้มแข็ง รัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ถูกชี้มูลว่ามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ข้อแตกต่างของโครงการไทยเข้มแข็งอยู่ที่สามารถตรวจสอบและยับยั้งก่อนจะมีการทุจริต ขณะที่โครงการทุจริตยา พบการทุจริตไปแล้วราว 100-200 ล้านบาท

“และสิ่งที่แตกต่างอย่างสำคัญ คือ กระบวนการตรวจสอบในโครงการทุจริตยา มีภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบและกดดันอย่างต่อเนื่องและเข้มเข้ม มีการล่าลายชื่อ 50,000 รายชื่อเพื่อถอดถอนรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูง ที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการรณรงค์ยุติคอร์รัปชั่นใน สธ. จนกลายเป็นกระแสกดดันให้รัฐมนตรี 2 คนต้องลาออก แม้ว่าการล่ารายชื่อนั้นจะไม่มีผลในทางการกฎหมายก็ตาม ขณะที่โครงการไทยเข้มแข็ง เป็นการต่อสู้ของชมรมแพทย์ชนบท ที่กระแสสังคมยังให้ความสนใจไม่มากนัก กระนั้นกระบวนการตรวจสอบก็กระชับและชัดเจน ไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนมากหมายเหมือนในอดีต อย่างไรก็ดี ควรมีพัฒนาการตามวิธีการทุจริตที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย” น.ส.รสนา กล่าว


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 3 ธ.ค. 11, 11:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สังคมสร้างมาตรฐานการแสดงความรับผิดชอบของนักการเมือง
นพ.วชิระ ระบุว่า สังคมมีส่วนสำคัญทำให้นักการเมืองต้องสร้างมาตรฐานความรับผิดชอบทางการเมือง ครั้งนี้ก็ต้องให้เครดิตนักการเมือง เพราะพอปรากฏข่าวในสื่อไปสักระยะ ทีมที่ปรึกษาของ นายวิทยา แก้วภราดรัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นำโดยนายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ ลาออกก่อน และเมื่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ ที่นพ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธานเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานผลการสอบสวน และแถลงแก่สาธารณะวันที่ 28 ธันวาคม 2552 วันรุ่งขึ้น รมว.สธ.ก็ลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบทันที และต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2553 นายมานิตย์ นพอมรบดี รมช.สธ.ก็ลาออกตาม

สำหรับ น.ส.รสนา เห็นว่า “เป็นการเติบโตเข้มแข็งของสังคมไทย” ต่อให้รัฐสภา มิได้มีการร่างประมวลจริยธรรมของนักการเมือง แต่การประกาศกฎเหล็ก 9 ข้อ ของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ถูกนำมาอ้างอิงและใช้ในสถานการณ์นี้ และมีผลไปถึงพรรคร่วมรัฐบาลด้วย แต่ที่น่าสนใจก็คือ ในอดีตนักการเมืองที่ถูกชี้มูลความผิดไม่เคยฟ้องกรรมการสอบสวน แต่คราวนี้กลับมีคำขู่ฟ้องกลับกรรมการด้วย

นพ.วชิระ กล่าวอีกว่า การที่ชมรมแพทย์ชนบทออกมาเคลื่อนไหวตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชั่นของ สธ. มีข้อเรียนรู้ 2 ประการคือ สธ. ยังไม่ใช่องค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยเฉพาะบทเรียนความผิดพลาดของตนเองในอดีต ถามว่าในอนาคตกรณีแบบนี้จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ เชื่อว่าน่าจะกลับมาอีก และการรวมตัวของชมรมแพทย์สามารถช่วยหยุดคอร์รัปชั่นได้ ผมคิดว่าข้าราชการกระทรวงอื่นก็เช่นกัน หากมีการรวมตัวกันอย่างจริงจัง ก็อาจจะสามารถยับยั้งคอร์รัปชั่นได้


ข้อเสนอการใช้งบประมาณโครงการไทยเข้มแข็ง
ดร.นวลน้อย ชี้ให้เห็น “ขณะนี้มี 2 เรื่องปนกันอยู่ คือ (1) การจัดสรรงบประมาณนั้นเกิดผลประโยชน์สูงสุดแล้วหรือยัง? โดยส่วนตัวใช้งบประมาณช้าหน่อยคงไม่เป็นไร กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า สธ. ไม่มีแผนแม่บทการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศ ที่ผู้บริหารรู้โดยทันทีว่าหากมีงบประมาณ หรือทรัพยากรใดเข้ามาก็เห็นคำตอบชัดเจนว่าต้องลงทุนกับสิ่งใดอย่างมีขั้นตอน ไม่ใช่การถกเถียงกันว่า ควรลงทุนในสิ่งใด สุดท้ายก็จบลงที่นักการเมืองกับข้าราชการ สร้างโครงการพิเศษ หรือนำเรื่องของตนเองยัด สอดไส้เข้ามาอย่างขาดหลักการ และความรู้รองรับ (2) งบประมาณส่วนไหนมีการเตรียมทุจริตที่ต้องแยกออกมา ถ้าเป็นเรื่องการก่อสร้าง ต้องการตรวจสอบราคากลางก็ถามไปกับทางวิศวกรก็จะได้ราคากลางที่สามารถป้องกันการทุจริตได้ 70-80%


จริงหรือชมรมแพทย์มีเทวดาคุ้มครอง?
ผู้สื่อข่าว: “ข้อกล่าวหาการเคลื่อนไหวของของแพทย์ ก. และ อ. สองหมอ ชมรมแพทย์ชนบท มีเทวดาคุ้มครอง จนสามารถเปลี่ยนรัฐมนตรีได้ หรืออยากแต่งตั้งปลัดคนไหนก็ได้ คือเบื้องหลังการออกมาเปิดโปงการทุจริตครั้งนี้” นพ.วชิระ ตอบว่า ถ้าเทวดาคุ้มครองที่กล่าวถึงกันนั้น หมายถึง นพ.ประเวศ วะสี ดูจะก้าวล่วงท่านมากเกินไป เพราะท่านอยู่เหนือการเมืองเรื่องนี้ และบทบาทที่เกี่ยวข้องกับชมรมแพทย์ชนบทระยะหลังก็น้อยมาก นพ.ประเวศห่วงใยเพียงคนรุ่นใหม่ที่มีจิตสาธารณะน้อยลง สำหรับท่าทีของชมรมที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งระยะเวลาที่ผ่านมานั้นก็ได้พิสูจน์แล้วว่า เป็นการตรวจสอบติดตามนโยบายแต่ละพรรคว่าเอื้อต่อประชาชนทุกส่วนหรือไม่ เรื่องการเปลี่ยนคนหรือไม่เปลี่ยนไม่ เป็นประเด็นรอง หรือไม่เป็นประเด็นในบางสถานการณ์เลย นับว่าเป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย


พิสูจน์ความจริงจังของ ปปช.
น.ส.สารี อ๋องสมหวัง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ตั้งประเด็น “มีคำถามเชิงห่วงใย ว่าการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ตั้งอดีตข้าราชการ สธ.: ศ.ภักดี โพธิศิริ เป็นประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนการทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งใน สธ. เป็นเพราะ ปปช. ไม่อยากทำอะไรจริงจังกับกรณีนี้หรือไม่?” ดร.นวลน้อย ให้ความเห็นต่อกรณีนี้ว่า ในเมื่ออดีตข้าราชการ สธ. สวมหมวกใบใหม่ ก็ต้องพิสูจน์บทบาทหน้าที่ใหม่นั้นด้วย เข้าใจว่ากรณีนี้คณะกรรมการ ปปช. คงต้องเลือกกรรมการที่มีความเข้าใจ มีบริบทพอสมควร และ ศ.ภักดี ก็อยู่ในจุดที่รู้เรื่องดี ก็ต้องถือว่าเรื่องนี้เป็นบทพิสูจน์บทบาทในหมวกใหม่


‘การเตรียมทุจริต’ เอาผิดได้หรือไม่?
ส่วนประเด็นที่มีการถกเถียงกันขณะนี้คือ ‘การเตรียมการทุจริต’ นั้นจะสามารถเอาผิดได้หรือไม่? ดร.นวลน้อย กล่าวว่า “มีโอกาสได้ถามกรรมการบางคนในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทราบว่าหากกระบวนการใดมีการใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือที่เรียกว่าการบิดผันอำนาจ แม้จะพบว่าอยู่ระหว่างเตรียมการ ก็แสดงว่ามีการส่อเจตนาแล้ว ดังนั้น ย่อมเข้าข่ายมีความผิด"


ผิด รธน. มาตรา 265-266 ว่าด้วยการกระทำที่ขัดผลประโยชน์?
ผู้สื่อข่าวถาม “ในอดีตนั้น กรณีทุจริตยาเป็นเครื่องมือในการทดสอบรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ตั้งแต่การขอผลการสอบสวนจาก ปปช. ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารทางราชการ พ.ศ.2541 การเข้าชื่อ 50,000 ชื่อเพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือการติดตามการสอบสวนจนผลักคดีนี้ขึ้นสู่ศาลคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จนเอาผิดนักการเมืองให้เข้าคุกได้ และในกรณีการทุจริตโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งตามผลการสอบสวนตอนหนึ่งระบุว่า ‘โดยเฉพาะ นายมานิตย์ นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ.การใช้ตำแหน่งหน้าที่สั่งการให้ข้าราชการของบประมาณก่อสร้างเกินความจำเป็น นอกจากมุ่งเพื่อการหาเสียงแล้ว น่าสงสัยว่าจะมีผลประโยชน์ในเรื่องการรับเหมาก่อสร้างด้วยหรือไม่ และการใช้ตำแหน่งหน้าที่ของ สส.และรัฐมนตรี การดำเนินการเช่นนี้ น่าพิจารณาว่าจะเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 266 และมาตรา 265 หรือไม่?’ จะมีการตรวจสอบในเพื่อทดสอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ด้วยหรือไม่”

ดร.นวลน้อย เห็นว่า โดยกระบวนการเรื่องนี้น่าจะผ่านการสอบสวนจาก ปปช. ขึ้นมาก่อน เพราะใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 100 ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ว่ากรณีดังกล่าวเข้าข่ายหรือไม่ คงต้องคอยติดตามและถามนักกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่าสามารถไปถึงข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญหรือไม่

สำหรับการออกมาของภาคประชาสังคมเพื่อร่วมตรวจสอบการทุจริตนี้อย่างต่อเนื่องนั้น น.ส.สารี กล่าวว่า กำลังรอดูจังหวะของเหตุการณ์และบริบท ที่เครือข่ายจะออกมาเคลื่อนไหว ขณะนี้ก็เกาะติดและติดตามดูท่าทีของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องว่าจะจริงจังกับการตรวจสอบมากน้อยแค่ไหนอยู่อย่างใกล้ชิด.

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 3 ธ.ค. 11, 16:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เจตนาของโครงการอ่ะดีแน่แต่การโกงจะมีหรือไม่ต้องพิสูจน์ว่าไม่ได้นะพื้นที่ต่างจังหวัด

หางแดงที่ไม่ชอบปชปก็เยอะอาจมีบ้างและเคลียร์เป็นเรื่องๆไป คุ้มไม่คุ้มคนที่ได้รับ

ประโยชน์จากโครงการนี้เท่านั้นถึงจะรู้ดีแต่ที่รู้แน่ๆคือคิดว่าคุ้มค่ากว่าการเอาเงินมา

จ่ายเงินเดือนให้แกนนำแดงนรกหลายคนที่รับเงินเดือนจากรัฐบาลนี้แน่ๆ ที่นอกจาก

จะทำงานไม่เป็นคิดไม่เป็นแล้วยังมีแต่ทำลาย และถ่วงความเจริญ สร้างความแตกแยก

ให้คนในชาติ ดูได้จากข่าวการระดมคนไปทำลายคันกั้นน้ำในหลายเขต การสร้างข่าว

ให้เกิดความแตกแยกในชาติรายวันคิดได้แค่นี้วันๆไม่เห็นพวกแกนนรกนี่มันสร้าง

ประโยชน์ไรเลยปชชเดือดร้อนหายหัว โผล่มาอีกทีพร้อมข่าวรายำรายวัน จริงป่ะ

หางแดงทั้งหลาย
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 3 ธ.ค. 11, 16:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หางแดงก็แถไปเรื่อย อย่าจมน้ำตายไปหมดก่อนล่ะ เวลาทำความดีมันเห็นผลช้าแต่ยั่งยืน

คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีความอดทน. หลายเสียงที่แดงได้มามันมาจากการที่แดงหน้าด้าน

หลอกลวงปลิ้นปล้อนปชช และพอได้เสียงมาแล้วก็เอาเงินแผ่นดินไปปูนบำเหน็จให้แกนนำ

และไพร่แดงที่เป็นเหยื่อ คนต่างจังหวัดหลายคนเริ่มรู้ทัน หลายคนเริ่มเคลือบแคลงแต่

ไม่กล้าแสดงออกเพราะพวกนี้แกนนำระดับหมู่บ้านมันมีคนคุม พวกนี้ถ่อยพอๆกับแกนนำ

หลักชาวบ้านไม่ค่อยมีใครกล้าแสดงออก เพราะกลัวการต่อต้านจากกลุ่มคนพวกนี้ต้อง

เจาะลงพื้นที่ถึงจะเข้าใจความจริง แผ่นดินสยามไม่สิ้นคนดี ถ้าไพร่แดงคิดว่าการก่อการ

จะสำเร็จก็หวังไปเรื่อยๆแล้วกัน. กัดดาฟี่จบยังไงดูไว้เป็นอุทธาหรณ์อย่าบุ่มบ่ามย่ามใจ

คิดว่าใหญ่มากพอ ไม่มีความชั่วร้ายใดจะยั่งยืนอยู่ได้ในดินแดนสงบ ในขณะที่นายใหญ่

เริ่มถอดใจพยายามประสานสงบศึก โดยไม่บอกหางแดงปล่อยให้เย้วๆหวังผลงานเข้าตา

เพื่อรับรางวัล น่าอนาจใจแท้หนอ. ที่รากหญ้าทั้งหลายหวังสบายแบบยืมจมูกตัวอื่น

หายใจแต่ก็ยังลำบากยากแค้นขึ้นทุกวัน สบายจริงๆก็มีแต่ระดับแกนนำที่รวยผิดหูผิดตา

ทั้งๆที่ไม่มีอาชีพ ทำให้หลายต่อหลายตัวถึงได้พยายามอยากทำงานชั่วๆให้เข้าตานาย

อนิจจานายใหญ่พยายามสุดชีวิตเพื่อหาทางหย่าศึกที่รู้ว่าไม่มีวันชนะ เราคนไทยที่ฉลาด

และมีสติทำได้ก็แต่เพียงมองหางแดงด้วยความสมเพชเวทนาในชะตากรรมที่เกิดมาโง่

ไม่สมกับที่เกิดมามีตัวตนเป็นคน แต่สมองกลับไร้รอยหยักน่าเวทนาแท้หนอ. กรรม

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 4 ธ.ค. 11, 10:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สลิ่มคลั่งชาติ ยังอุตสาห์ยกเรื่องจุดจบกัดดาฟี่มาพูด
เรื่อง ลิเบีย อียิปต์ ตูนิเซีย เป็นฝ่ายเสื้อแดงที่ยกขึ้นมาพูด ถึงเผด็จการทหารจะล่มจมด้วยน้ำมือประชาชน

แต่สลิ่มอย่าง thai2497 ที่ออกแนวคลั่งชาติ หัวเหลือง นิยมพรรคประชาวิบัติ เป็นพวกที่ชื่นชม คลั่งไคล้ทหาร ดันออกมาพูดเรื่องจุดจบเผด็จการทหาร เดี๋ยวก็โดนพวกเดียวกันตบกะโหลก หรอก พูดอะไรไม่คิดก่อน
ดันโง่ พูดถึงจุดจบพวกเดียวกัน
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  งบประมาณ 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม