หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: นักวิจัยชี้การเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชากรไทยที่มีฐานะยากจน  (อ่าน 38 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 12:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

Source - AsiaNet Press Release (Th/Eng)

Friday, June 07, 2013 13:28
33008 XPR XTHAI XGEN XINTER XECON XCORP XHEALTH PRNUS MED PRN ZPRC V%PRI P%ANPI

ชิคาโก้--7 มิ.ย.--พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

-- ผู้ป่วยฐานะยากจนยังคงต้องดิ้นรนหาทางเข้ารับการรักษาโรคมากขึ้น แม้ว่าบริการนี้จะไม่คิดค่าใช้จ่ายก็ตาม

ผลการศึกษาเปิดเผยว่า เมื่อมีการปฏิรูประบบสาธารณสุขในประเทศไทย โรงพยาบาลต่างๆของรัฐจึงได้รับการจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้บริการแก่ผู้ยากไร้ แต่ผู้ที่มีฐานะยากจนยังคงต้องดิ้นรนหาทางเข้ารับการรักษาโรค ขณะทที่อัตราการเสียชีวิตของทารกลดลง แม้ว่าคนฐานะยากจนจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคเลยก็ตาม

(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20100914/DC63872LOGO)

การศึกษาในหัวข้อ “ความเสมอภาคครั้งใหญ่: การเข้าถึงบริการสาธารณสุข และอัตราการเสียชีวิตของทารกในประเทศไทย” ซึ่งได้รับการสนับสนุนส่วนหนึ่งจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข พบว่า การลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นด้านบริการสุขภาพนั้น มีผลกระทบน้อยกว่าการเพิ่มเงินสนับสนุนให้กับทางโรงพยาบาล ผลการศึกษาในครั้งนี้ ที่กำลังจะได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร American Economics Journal: Applied Economics ยังชี้เพิ่มเติมว่า รัฐบาลควรปฏิรูประบบสาธารณสุข โดยอาศัยการจ่ายเงินชดเชยผู้ให้บริการสุขภาพเป็นปัจจัยหลัก เพื่อก่อให้เกิดการบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ

นายเนธาเนียล เฮ็นเดร็น นักวิจัยหลังปริญญาเอกที่สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติสหรัฐ หนึ่งในคณะนักวิจัยร่วมกับนายโจนาธาน กรูเบอร์ และนายโรเบิร์ต เอ็ม ทาวน์เซ็น ซึ่งทั้งคู่นั้นเป็นศาตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตต์ (MIT) กล่าวว่า “เมื่อรัฐบาลไทยได้เข้ามาจัดหาทรัพยากร เพื่อให้การรักษาผู้ยากไร้ตามโรงพยาบาลต่างๆอย่างเพียงพอ ผู้ป่วยฐานะยากจนก็จะได้รับบริการรักษาโรคอย่างทั่วถึง ซึ่งการบริการสุขภาพที่ครอบคลุม และความเชื่อมั่นจากประชาชนที่เพิ่มขึ้นนั้น ได้ส่งผลโดยตรงต่ออัตราการตายของทารก จึงสรุปได้ว่า การจ่ายเงินชดเชยแก่ผู้ให้บริการสุขภาพนั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถพัฒนาผลลัพธ์ด้านสุขภาพ และการเข้าถึงบริการสาธารณสุขในประเทศที่กำลังพัฒนา”

การปฏิรูประบบสาธารณสุขในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อปี 2544 โดยมีชื่อโครงการว่า “30 บาทรักษาทุกโรค” ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิรูปบริการด้านสุขภาพครั้งใหญ่ และทะเยอทะยานมากที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความไม่เท่าเทียมกันในด้านภูมิศาสตร์ที่มีมานาน ในเรื่องบริการสาธารณสุข ซึ่งทางรัฐบาลได้ดำเนินโครงการโดยอัดเม็ดเงินสนับสนุนโรงพยาบาลต่างๆ ที่ให้บริการผู้มีฐานะยากไร้เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า เช่น จาก 250 บาท (ประมาณ 6 ดอลลาร์) ต่อคนต่อปี เป็น 1,200 บาท (ประมาณ 35 ดอลลาร์) อีกทั้งยังลดค่าใช้จ่ายร่วมสำหรับผู้ป่วยเหลือเพียงคนละ 30 บาท หรือประมาณ 35 เซนต์ การปฏิรูปดังกล่าวจึงส่งผลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขตามสถานบริการสุขภาพต่างๆ ได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงสถานะทางการเงินของตนเอง และยังกำจัดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยอีกด้วย

การปฏิรูประบบสาธารณสุขทำให้ผู้ที่ไม่เคยมีประกันสุขภาพ หันมาใช้บริการรักษาโรคกันมากขึ้นอย่างน่าพอใจ แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ผู้ที่เคยจัดอยู่ในรายชื่อของโครงการสวัสดิการรักษาพยาบาล เช่น มารดาและทารก ก่อนหน้าที่นโยบาย 30 บาทจะเกิดขึ้น กลุ่มจังหวัดที่ยากจนต่างมีอัตราการเสียชีวิตของทารกอยู่ในระดับที่สูงกว่า แต่หลังจากนโยบายนี้ได้เข้ามามีบทบาท อัตราดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นอัตราในจังหวัดที่ร่ำรวยหรือยากจน อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน การศึกษาครั้งนี้มีสิ่งที่ยืนยันได้ว่า การปฏิรูปด้านสุขภาพนี้สามารถลดอัตราการเสียชีวิตของทารกได้มากถึง 30% ในจังหวัดที่ยากจน

คณะผู้จัดทำการศึกษาระบุว่า “โดยแท้จริงแล้ว ข้อมูลอัตราการเสียชีวิตของทารกที่ได้จากการสำรวจเมื่อปี 2543-2545 นั้น สอดคล้องกับความจริงที่ว่า สาเหตุหลักๆของการเสียชีวิตของทารกทั่วโลกนั้น เกิดจากโรคที่รักษาได้ เช่น อาการขาดน้ำ ที่เกี่ยวข้องกับ อาการท้องร่วง ปวดบวม และการติดเชื้อ”

คณะนักวิจัยได้อาศัยข้อมูลในการศึกษาจากผลสำรวจข้อมูลด้านสาธารณสุข และสวัสดิการสังคมของไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตั้งอยู่ทั่ว 76 จังหวัดในประเทศ และยังใช้ข้อมูลจากสำนักงานสถิติจังหวัด นอกจากนี้ทางสำนักงานสถิติแห่งชาติไทยยังมีส่วนสำคัญ ในการให้สิทธิ์คณะวิจัย เพื่อเข้าถึงแหล่งข้อมูลสำคัญๆเหล่านี้

นายโจนาธาน กรูเบอร์ (Jonathan Gruber) ศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตต์ (MIT) ได้เริ่มสอนมาตั้งแต่ปี 2535 เขายังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการดูแลโครงการบริการสาธารณสุข ที่สถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติสหรัฐ ที่เขาทำงานในฐานะผู้ช่วยนักวิจัย

นายเนธาเนียล เฮ็นเดร็น (Nathaniel Hendren) เป็นนักวิจัยหลังปริญญาเอกด้านสุขภาพและผลของอายุ ที่สถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติสหรัฐ เขากำลังจะได้ร่วมงานที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในเดือน ก.ค. ปี 2556

นายโรเบิร์ต เอ็ม ทาวเซ็น ศาสตราจารย์ระดับ Elizabeth and James Killian ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตต์ (MIT) และเป็นผู้ช่วยนักวิจัย ที่สถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติสหรัฐ เขายังเป็นผู้ก่อตั้งศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยชิคาโก-มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UC-UTCC) เมื่อปี 2547 อีกด้วย ซึ่งทางศูนย์วิจัยนี้ได้อำนวยความสะดวกในการทำวิจัย และได้ให้ความช่วยเหลือในการเสาะหาและวิเคราะห์ข้อมูลทุตยภูมิ เพื่อนำไปใช้ในการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และรัฐศาสตร์
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:  สาธารณสุข ประชากรไทย นักวิจัย 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม