หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ชีวิตไม่แน่นอน ชายเร่ร่อนผู้จบ ป.โท จากเมืองนอก  (อ่าน 17392 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 9 ก.ย. 14, 08:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ชีวิตไม่แน่นอน ชายเร่ร่อนผู้จบ ป.โท จากเมืองนอก



ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยายของชายชราวัย 80 ปี อดีตข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข ที่เคยได้รับทุนไปเรียนต่อเมือ งนอก รุ่นเดียวกับ “หมอบรรลุ” อดีตรองปลัด สธ.จนจบปริญญาโท แต่จากชีวิตมีอันจะกิน กลับผกผันมาเป็นคนไร้บ้าน ไร้ญาติ นอนตากยุง จนคนดูแคลนว่า “วิกลจริต” เจ้าตัวเผยปูมหลังเพราะเคยผิดพลาดครั้งใหญ่ ติดเหล้า-อารมณ์รุนแรง ทำครอบครัวแตกสลาย จึงตัดสินใจออกมาใช้ชีวิตข้างถนน แต่ไม่ยอมรับเป็นคนเร่ร่อน โดยมีความหวังสุดท้ายก่อนลาโลก อยากให้ลูกอโหสิกรรม พร้อมทำพินัยกรรมมอบเงินมรดกเฉียดล้านบาทให้ทดแทนความผิดที่ละทิ้งครอบ ครัว...

เรื่องราวสะท้อนชีวิตอีกมุมหนึ่งของคนเร่ร่อนสนามหลวง ได้รับการเปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่บริเวณริมคลองหลอด หน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธิส่งเสริมอิสระชน ที่ทำงานด้านช่วยเหลือคนเร่ร่อน ร่วมกับคณะนักวิจัยปริญญาโท-เอก ด้านสังคมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล ลงพื้นที่สำรวจการใช้ ชีวิตคนเร่ร่อนและหญิง*** ย่านสนามหลวง เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือด้านสุขอนามัย โดยพบชายชรารายหนึ่ง แต่งกายซอมซ่อ คอคล้องบัตรหลายใบ ถือย่าม-สะพายถุงกระสอบ มีป้ายภาษาไทยและภาษาอังกฤษติด ไว้ว่า “ไปเรื่อยๆ” “moving on aimlessly” และ “jingle all the way” มีใบประกาศนียบัตรปริญญาโท มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา เมืองแชมเปิลฮิล ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมภาพถ่ายศิษย์เก่าคนไทยร่วมสถาบันถูกผูกติดอยู่

จากการเข้าไปพูด คุย ชายชราคนดังกล่าวบอกว่าชื่อ นายชัยพร วัฒนาพร อายุ 80 ปี บ้านอยู่เขตดุสิต กทม. เมื่อทีมงานมูลนิธิส่งเสริมอิสระชนและนักวิจัยมหิดล ได้ทดสอบความรู้ ปรากฏว่านายชัยพรสามารถแปลอังกฤษเป็นไทยได้เป็นอย่างดี ทั้งเมื่อตรวจสอบประวัติการศึกษา พบว่าจบปริญญาโทจากประเทศสหรัฐอเมริกาจริง โดยในเว็บไซต์สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มีระเบียบเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ ครั้งที่ 33/2512 ลงวันที่ 25 พ.ย.2512 ข้อความ “ทางกระทรวงสาธารณสุขได้รายงานการไปศึกษาวิชาสาธารณสุข ณ สหรัฐอเมริกาของนายชัยพร วัฒนาพร” ซึ่งเอกสารชิ้นเดียวกันยังปรากฏชื่อบุคคลที่เคยถูกส่งไปศึกษาต่อต่างประเทศ ในปีเดียวกันคือ นพ.บรรลุ ศิริพาณิชย์ อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ไปศึกษาวิชาการบริหารโรงพยาบาล ที่ประเทศอังกฤษด้วย

ทั้งนี้ นายชัยพรเผยปูมหลังก่อนออกมาเร่ร่อนว่า เกิดมาในครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะมั่นคง บิดาไปรับราชการที่ จ.เชียงใหม่ ในวัยเด็กจึงเข้าเรียนที่ปรินส์-รอยแยลส์วิทยาลัยเชียงใหม่ จบมัธยมศึกษาโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นได้สอบเข้าศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ ที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศิริราช จนจบอนุปริญญา แล้วมารับราชการที่กระทรวงสาธารณสุข ในตำแหน่งสารวัตรสาธารณสุข ในสมัยนั้นมีหน้าที่ออกหน่วยบริการไปทั่วประเทศ ช่วงรับราชการใหม่ๆ ชีวิตค่อนข้างก้าวหน้า เพราะไม่นานก็ได้ทุนไปเรียนต่อคณะสาธารณสุขศาสตร์ จนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากนั้นได้รับการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา เสนอชื่อให้รับทุนรัฐบาลสหรัฐอเมริกาไปศึกษาระดับปริญญาโท คณะสาธารณสุขศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ช่วงนั้นได้ใช้ชีวิตอยู่ในหอของมหาวิทยาลัย มีเพื่อนฝูงเป็นข้าราชการไทยจำนวนมาก เมื่อจบการศึกษาแล้ว เพื่อนๆทุกคนกลับมารับราชการจนมีตำแหน่งใหญ่โต บางคนเป็นอดีตผู้บริหารสำนักผังเมือง ผู้บริหารกระทรวงศึกษาฯ คณบดีของมหาวิทยาลัยชื่อดัง ส่วน นพ.บรรลุ ศิริพาณิชย์ ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ ทราบว่าเป็นข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข ที่ถูกส่งไปศึกษาปีเดียวกันแต่คนละประเทศ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 9 ก.ย. 14, 08:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

นายชัยพรเล่าชีวิตที่ ผันผวนให้ฟังด้วยว่า แม้จะเป็นคนที่มีความสามารถด้านการศึกษา แต่อาภัพในเรื่องความรัก ทั้งอดีตเป็นคนที่เคยดื่มสุราอย่างหนักมาก่อน เมื่อเรียนจบจากสหรัฐฯ ได้พบรักแต่งงานอยู่กินกับอดีตลูกจ้างกระทรวงสาธารณสุขคนหนึ่ง จนมีบุตรสาว 2 คน แต่ด้วยความไม่เข้าใจกัน ประกอบกับเป็นคนที่มีอารมณ์โกรธรุนแรง โดยเฉพาะช่วงที่ดื่มสุรา ทำให้ชีวิตคู่เกิดปัญหา ที่สุดก็ต้องหย่าร้างกัน ด้วยความเสียใจ จึงตัดสินใจลาออกจากกระทรวงสาธารณสุข ไปทำงานเป็นผู้จัดการอยู่ที่สถาบันแม็คเคน เพื่อการฟื้นฟูสภาพ จ.เชียงใหม่ ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อน โดยทิ้งครอบครัวและลูกออกจากบ้านไปไม่เคยกลับไปพบอีกเลย ปัจจุบันบุตรสาวทั้งคู่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี โดยคนสุดท้องมีอาชีพเป็นพยาบาล

แม้จะอายุร่วม 80 ปี แต่อดีตข้าราชการจบโทเมืองนอก ยังจดจำเรื่องราวของตัวเองในอดีตได้เป็นอย่างดี โดยกล่าวว่า หลังออกจากราชการมาได้หลายปี ที่สุดก็กลับมาเข้ารับราชการอีก จนเกษียณในตำแหน่งนักวิชาการสุขาภิบาล 5 สำนักงานสาธารณสุขเชียงใหม่ ชีวิตช่วงนั้นเนื่องจากไม่มีครอบครัว จึงไปพักอาศัยอยู่ กับญาติใน จ.เชียงใหม่ แต่เป็นคนที่ไม่ชอบรบกวนใคร จึงตัดสินใจออกมาทำงานอาสาสมัครในมูลนิธิวัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี และด้วยความมีนิสัยส่วนตัวที่มีความเห็นขัดแย้งกับคนอื่น สุดท้ายก็ออกมา ในที่สุดด้วยความต้องการที่จะมีอิสระกับการเดินทางท่องเที่ยวอย่างอิสระใน ชีวิต ประกอบกับความฝังใจกับเรื่องล้มเหลวในชีวิตครอบครัว จึงตัดสินใจมาอยู่ที่สนามหลวง เมื่อปี 2550 จากนั้นอยู่ต่อมาเรื่อยๆจนปัจจุบัน ทุกวันนี้ทรัพย์สินที่ติดตัวมีเพียงเสื้อผ้า 2 ชุด กับหนังสือดิกชันนารี ที่เก็บเอาไว้ อ่านทบทวนความรู้

โพสจัง
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 10 ก.ย. 14, 07:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มีคนจบปริญญาเอกก็มีชีวิตคล้ายลุงท่านนี้...

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 10 ก.ย. 14, 16:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

น่าเห็นใจครับ..อยู่กันอย่างตัวใครก็ตัวมันครับ...รอเข้าสร้างนิคมคนชราขึ้นทุกเขตทุกจังหวัดทั่วประเทศครับ ในนั้นจะมีทุกอย่างอยู่ในนั้น การออกกำลังกายฟิตเนต สนามบาส บอลเเบดมินตั้น และผักสวนครัวรั้วกินไดเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ไข่และเลี้ยงปลา เพื่อเป็นรายได้ของนิคมคนชราเลี้ยงตัวเองต่อไปจนกว่าจะสิ้นลมหายใจสุดท้ายครับ..อยากฝากให้รัฐฯนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ครับ..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 10 ก.ย. 14, 17:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผมถึงอยากให้รัฐทำเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน หาบ้านให้คนชราอยู่ดูแลเขาให้ดี มีอาหารให้ทานทุกมื้อ ดูแลจนกว่าจสิ้อายุขัย และทำพิธีเผาในนิคมคนชราเลย เช่นญี่ปุ่นเขาจะดูแลคนขรานั้นเป็นอย่างดีที่สุดครับและซื้อที่ดินที่เชียงใหม่ให้คนชรามาอยู่กันในบั้นปลายอย่างดีที่สุดครับคุณจู เพราะคนขราเขาเคยสร้างชาติสร้างแผ่นดินมาเขาจึงเคารพบูชาคนชราทุกๆคนครับ จึงทำนิคมคนชราขึ้นในประเทศไทยครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 10 ก.ย. 14, 17:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ต่อไปคนชราจะมีจำนวนหลายล้านคนทั่วประเทศจะทำอย่างไร จะให้ไปนอนกันที่สนามหลวงกันหมดหรือ หากไม่จะจัดนิคมคนชรากันขึ้นมาแล้วจะแก้ปํญหาอย่างไรต่อไปครับท่านรัฐบาล ให้มหาเศรษฐฐีท่านช่วยกันระดมทุนและร่วมกันบริจาคที่ดินว่างเปล่าแล้วให้รัฐหรือกทม.ในเขตต่างๆมีที่ดินตั้งแต่ 5 ไร่ขึ้นไปครับมีทุกสิ่งอยู่ในนั้น เพื่อท่านอาวุโสของพวกเราทุกๆคนครับให้ท่านอยู่บั้นปลายในชีวิตอย่างมีความสุขครับ มาร่วมกันอยู่อย่างพี่น้องมาออกกำลังกายกัน ช่วยกันทำผักสวนครัวรั้วกินได้และอีกหลายอย่างเพื่อกินเองและทำจำหน่ายให้นิคมมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ ลูกหลานก็มาอยู่มาร่วมกันอย่างมีความสุขในนิคมคนชรานี้ได้ครับ และวิธีการไม่เหมือนคนชราบางแคนะครับ...มันอาจจะคล้ายกันแต่วิธีการมันจะแตกต่างกันครับท่านทั้งหลายมีความคิดเห็นว่าอย่างไรครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 10 ก.ย. 14, 18:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ภาพปลูกผักสวนครัว เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 10 ก.ย. 14, 19:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ภาพปลูกผักสวนครัว เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 11 ก.ย. 14, 07:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

องคมนตรี แนะ สธ. ทำโรงพยาบาลคุณธรรม หวังเห็นทุกภาคส่วนมีน้ำใจ เผยใช้ได้ผลกับ ร.ร.คุณธรรม แล้วกว่า 100 แห่ง



ศาสตร์ตราจารย์ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี บรรยายพิเศษเรื่องโรงพยาบาลคุณธรรม ในงานประชุมวิชาการ กระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2557 แนะนำให้ทำโรงพยาบาลคุณธรรม เป้าหมายเพื่อต้องการเห็นคนดีมีน้ำใจทุกภาคส่วนของโรงพยาบาล ที่ผ่านมา เคยใช้ได้ผลกับโรงเรียนคุณธรรมมาแล้วกว่า 100 โรงเรียน โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ทำมา 2-3 ปีแล้ว ซึ่งได้ผลใน 4 เรื่อง คือ 1.เรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมลดลง 2.พฤติกรรมที่พึงประสงค์เพิ่มขึ้น 3.คะแนนโอเน็ตทั้งโรงเรียนเพิ่มขึ้น และ 4.เด็กสอบเรียนต่อได้ จึงเชื่อว่าโรงพยาบาลคุณธรรม ก็สามารถดำเนินการได้ ทั้งยังมีโรงพยาบาลบางแห่งที่สามารถทำได้แล้ว เช่น ร.พ.ชลบุรี ร.พ.บางมูลนาก จ.พิจิตร

ศ.นพ.เกษม ยังกล่าวอีกว่า ขั้นตอนในการดำเนินการนั้นไม่ยุ่งยาก ขั้นตอนที่ 1.รวมใจกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 2.ตั้งความต้องการ เช่น กำจัดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ให้ได้ภายใน 1 ปี 3.เสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์ 4.การแปลงคุณธรรมเป้นจริยธรรม และ 5.ประเมินและปรับปรุงตัวชี้วัดทุก 6 เดือน เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย

ทั้งนี้ โรงพยาบาลคุณธรรม เป็นการนำคำสอนของพระพุทธเจ้า 3 ข้อ คือ 1.ละชั่ว 2.ทำดี 3.จิตใจบริสุทธิ์ และการน้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้


ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!!

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 11 ก.ย. 14, 07:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มีร.พ.อยู่ข้างๆก็ดีครับ ใครเจ็บป่วยก็พาเข้าร.พ.รักษาเลยไม่ต้องเดินทางไกลครับและรักษาฟรีทุกโรคเลย เพื่อผู้อาวุโสโดยเฉพาะครับ..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
ผู้อ่าน
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 14 ก.ย. 14, 10:21 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แกทำตัวเอง ไม่ควรโทษใคร

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม