หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: สำรวจความพร้อม ก่อนคิดจะกู้ซื้อบ้าน !!  (อ่าน 66 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 14 มี.ค. 17, 14:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ใครที่เตรียมตัวจะยื่นกู้ซื้อบ้าน อาจจะกำลังหนักอกหนักใจกับข่าวตัวเลขการถูกปฎิเสธการให้สินเชื่อจากสถาบันการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ปัญหานี้จะหมดไปถ้าได้ทำตามข้อแนะนำดังต่อไปนี้ โดยให้เริ่มจากการสำรวจความพร้อมก่อนจะตัดสินใจจอง-ซื้อบ้าน ดังนี้

-หน้าที่การงานและรายได้ มีความมั่นคงดีพอที่จะผ่อนบ้านไปจนครบสัญญาหรือไม่

-มั่นใจว่าจะสามารถผ่อนชำระค่าบ้านได้อย่างสม่ำเสมอทุกเดือนหรือไม่

-สามารถควบคุมรายรับ-รายจ่ายในแต่ละเดือนได้หรือไม่

-เมื่อรวมเงินผ่อนชำระค่าบ้านกับรายจ่ายอื่นๆ อาทิ ผ่อนรถ, ผ่อนมือถือ ฯลฯ ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้

-มีเงินสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉิน(ตกงาน, ถูกเลิกจ้าง, เจ็บป่วย-อุบัติเหตุ) 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน(รวมเงินผ่อนบ้านด้วย)

-มีประวัติทางการเงินที่ดี ไม่เคยติดค้างชำระหนี้ใดๆ -เตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับซื้อบ้านไว้เรียบร้อยแล้ว เช่น ค่ามัดจำ, ค่าทำสัญญา,เงินดาวน์(10-20% ของราคาบ้าน), เงินกองทุนส่วนกลางล่วงหน้า 1 ปี, ค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ (ค่าโอน, ค่าจดจำนอง,อากร, ค่าธรรมเนียมอื่นๆ)

-งบประมาณสำหรับการย้านเข้าไปอยู่บ้านใหม่ (เฟอร์นิเจอร์, ของตกแต่งบ้าน, เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่จำเป็นต่างๆ)

หากได้คำตอบว่า “พร้อม” ในทุกข้อแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือ การตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโร ซึ่งสามารถขอตรวจสอบได้ตามสถานที่ที่ระบุไว้ใน www.ncb.co.th​ โดยใช้หลักฐานในการตรวจสอบเครดิตบูโร คือ บัตรประชาชน หรือ หนังสือเดินทาง​ของผู้กู้ โดยในรายงานข้อมูลเครดิตจะมีการบันทึกและจัดเก็บวงเงินยอดหนี้คงค้าง รวมถึงประวัติการผิดนัดชำระในแต่ละสิ้นเดือนย้อนหลังไม่เกิน 36 เดือน ซึ่งถ้าประวัติการชำระหนี้ดี ไม่เคยมีการค้างชำระเลย ย่อมทำให้เครดิตของผู้กู้ดีตามไปด้วย

เมื่อตรวจสอบประวัติทางการเงินหรือตรวจเครดิตบูโรแล้ว ไม่มีประวัติเสียหรือค้างชำระหนี้แต่อย่างใดแล้ว คราวนี้ต้องมาดูที่คุณสมบัติเบื้องต้น โดยเฉพาะในเรื่องของอาชีพผู้กู้ ซึ่งแต่ละอาชีพก็มีความเสี่ยงที่จะกู้ไม่ผ่านแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับนโยบายการปล่อยสิเชื่อของแต่ละสถาบันการเงินที่จะพิจารณา

กรณีกลุ่มผู้ที่มีอาชีพประจำ ทำงานบริษัท เงินเดือนผ่านสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร หรือเรียกกันง่ายๆว่าเป็นมนุษย์เงินเดือน ถือว่าเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างมีความมั่นคงเรื่องรายได้ในระดับหนึ่ง แต่ปัญหาใหญ่ที่คนกลุ่มนี้มักกู้ไม่ผ่าน คือ การมีภาระหนี้มากเกินไป โดยสถาบันการเงินส่วนใหญ่จะกำหนดให้ผู้กู้มีภาระหนี้ทั้งหมดต่อรายได้ประมาณ 40-50% เท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีรายได้เดือนละ 20,000 บาทต่อเดือน 50% ของรายได้ก็เท่ากับ 10,000 บาท ควรจะเลือกซื้อบ้านในระดับราคา 1 ล้านบาทนิดๆ ( วงเงินกู้ 1 ล้านบาท จะต้องผ่อนชำระเดือนละประมาณ 6,500-7,000 บาทต่อเดือน) แต่ถ้ามีภาระหนี้อย่างอื่นอยู่ก่อนแล้ว ก็จะถูกหักออกไปอีก ความสามารถในการผ่อนชำระก็จะลดลง ราคาบ้านที่จะซื้อได้ก็จะลดลงตามไปด้วย ดังนั้นต้องเลือกซื้อบ้านที่เหมาะสมกับรายได้ของเราด้วย

นอกจากนี้ หากใครที่ไม่เคยเป็นหนี้ ไม่เคยผ่อนชำระสินค้าใดๆ(ผ่านบัตรเครดิต)เลย ก็เป็นการยากที่สถาบันการเงินจะรู้ว่ามีวินัยทางการเงินเป็นอย่างไร จึงควรมีบัตรเครดิตไว้สัก 1 ใบ เพื่อฝึกวินัยในการผ่อนชำระหนี้ให้สถาบันการเงินเห็นว่ามีวินัยทางการเงินที่ดี มีการผ่อนชำระตรงตามกำหนดและสม่ำเสมอ

ส่วนกลุ่มที่ประกอบอาชีพอิสระ, ทำธุรกิจส่วนตัว, ค้าขายหาบเร่-แผงลอย-ค้าขายออนไลน์, ขับแท็กซี่, วินมอเตอร์ไซค์ หรืองานรับจ้างต่างๆ (ฟรีแลนซ์) ซึ่งรายได้ไม่ผ่านระบบบัญชีเงินฝากธนาคาร ควรเริ่มต้นจากการสร้างความน่าเชื่อถือของรายได้ ด้วยการนำเงินเข้าบัญชีย้อนหลังอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 1-2 ปี จากนั้นให้พิจารณาราคาของบ้านที่จะซื้อ ควรสอดคล้องกับยอดเงินคงเหลือในบัญชี เช่น หากจะกู้ซื้อคอนโดฯหลักล้านกว่าบาท แต่มีเงินเหลือในบัญชีแต่ละเดือนแค่หลักพันหน่อยๆ ก็คงกู้ไม่ผ่าน หรืออย่างน้อยต้องมีเงินออมขั้นต่ำ 10-15 % ของราคาบ้านที่จะซื้อ

หากมีเงินออมในบัญชีไม่มาก เพราะนำไปลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ก็ต้องแสดงรายการของการใช้จ่ายเงินประกอบด้วย เช่น เงินฝากแบบประจำ เงินลงทุนในกองทุนรวมทั้ง LTF RMF กองทุนตราสารหนี้ เงินลงทุนในหุ้นต่างๆ ฯลฯ ประวัติทางการเงิน โดยทุกธนาคารสามารถตรวจสอบประวัติทางการเงินของผู้กู้ได้จากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) ซึ่งมีข้อมูลย้อนหลังไปได้ถึง 3 ปี

ถ้าคิดว่ายื่นกู้เพียงคนเดียวดูแล้วรายได้ไม่เพียงพอต่อการซื้อบ้านแน่ หรือต้องการซื้อบ้านในราคาที่สูงเกินความสามารถในการชำระหนี้ ก็ต้องหาผู้กู้ร่วม ซึ่งสถาบันการเงินจะมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้กู้ร่วมไว้คล้ายๆกัน คือ ผู้กู้ร่วมต้องมีสายโลหิตเดียวกัน หรือมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ เช่น ผู้ที่มีนามสกุลเดียวกัน อาจเป็นสามีภรรยา พี่น้อง พ่อ/แม่กับลูก รวมทั้งเป็นญาติกันโดยมีนามสกุลเดียวกัน, พี่น้องท้องเดียวกันแต่คนละนามสกุล ต้องแสดงทะเบียนบ้านหรือสูติบัตรระบุว่าพ่อแม่เดียวกัน หรือในกรณีสมรสไม่จดทะเบียน ต้องแสดงหลักฐาน เช่น ภาพถ่ายงานแต่ง การ์ดแต่ง หรือการมีบุตรร่วมกัน นอกจากนี้ ยังอาจกำหนดจำนวนของผู้กู้ร่วมไว้ เช่นกู้ร่วมได้ไม่เกิน 2 หรือ 3 คน เป็นต้น

แต่การจะเลือกให้ใครมากู้ร่วมนั้น ควรดูทั้งเรื่องของรายได้,หน้าที่การงานว่ามั่นคงหรือไม่ ยิ่งเป็นข้าราชการ, พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือประกอบอาชีพพิเศษ(แพทย์, วิศวกร, พยาบาล,นักบิน ฯลฯ) ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการกู้ได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบันก่อนจะยื่นกู้เพื่อซื้อบ้าน หากเลือกสถาบันการเงินที่มีนโยบายปล่อยสินเชื่อที่สอดคล้องกับอาชีพและรายได้ของตัวเรา รวมทั้งงดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่ไม่จำเป็นลง ก็จะทำให้มีโอกาสกู้ผ่านได้มากขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา : h

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  บ้านและสวน 

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม