หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: จี้ธปท.สอบธุรกิจจำนำทะเบียนรถ โขก ดบ.เกินกว่า กม.กำหนด  (อ่าน 14 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 4 ต.ค. 19, 09:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 
กลุ่มพิทักษ์สิทธิลูกหนี้รุกคืบยื่น ธปท.ตรวจสอบพฤติกรรมโขกดอกเบี้ยเกินอัตราของธุรกิจรับจํานําทะเบียนรถเครือแบงก์ยักษ์ ชี้รีดดอกเบี้ยเกินกม.กำหนดมานาน แต่รัฐตรวจไม่เจอ ด้านลูกหนี้ เปิดหน้าร้องตำรวจเอาผิดกลับเจอลูกเล่นผู้บริหารบริษัทไม่สนหมายเรียก ต้องร้องอัยการ สั่งสำทับ!

นายวิษณุ สนองเกียรติ ทนายความกลุ่มพิทักษ์สิทธิ์ลูกหนี้
เปิดเผยว่า ล่าสุดได้ติดตาม กรณียื่นหนังสือรียนไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อ 5 ส.ค. ที่ผ่านมา เพื่อขอให้ตรวจสอบการดำเนินธุรกิจปล่อยกู้โดยมีทะเบียนรถเป็นหลักประกันของกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จํากัด (มหาชน) ที่พบว่า ซึ่งเคยมีพฤติการเอารัดเอาเปรียบประชาชน ด้วยการเรียกเก็บดอกเบี้ยรวมค่าธรรมเนียม และค่าบริการเงินกู้ในรูปแบบต่างๆ ที่สูงถึง 30%-50% ต่อปี เกินกว่าที่กฎหมายกําหนด

ทั้งยังมีพฤติกรรมกําหนดข้อความอันเป็นเท็จในเรื่องจํานวนเงินกู้หรือเรื่องอื่นๆ เพื่อปิดบังการเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกําหนด (พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475และ พ.ศ.2560 )


จากการตรวจสอบพฤติกรรมกระทําความผิดของกลุ่มธุรกิจดังกล่าว พบว่า มีการให้กู้ยืมเงินหรือกระทําการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการอําพรางการให้กู้เงิน เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกําหนด หรือกําหนดข้อความอันเป็นเท็จในเรื่องเงินกู้ยืม

เห็นได้ชัดว่า ประโยชน์ที่ได้นั้น มากเกินส่วนสมควรของการกู้ยืมเงิน ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 และพ.ศ2560 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2560 เป็นต้นมา

ที่ผ่านมากลุ่มพิทักษ์สิทธิลูกหนี้ได้รับการร้องเรียนจากลูกหนี้จํานวนมากของเงินติดล้อ ว่า บริษัท คิดดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่า บริษัทดังกล่าว เป็นบริษัทในเครือกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคาร ซึ่งอยู่ภายใต้การกํากับของธปท.และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลโดยทั่วไปเช่นเดียวกับสถาบันการเงิน

การที่บริษัท เงินติดล้อ จํากัด คิดดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายกําหนด ซึ่งเป็นการการกระทําผิด พรบ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ. ศ. 2475 และพ.ศ 2560 และฝ่าฝืนกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 โดยอ้างว่า เป็นสถาบันการเงินสามารถคิดดอกเบี้ยได้มากกว่า 15 % นั้น กลุ่มพิทักษ์สิทธิลูกหนี้ จึงขอให้ทาง ธปท.เร่งตรวจสอบว่า บริษัท เงินติดล้อฯ กระทําผิดประกาศธปท.ที่ สนส. 80/2551 เรื่องหลักเกณฑ์การปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าบริการต่างๆและเบี้ยปรับต้องระวางโทษตามมาตรา 125 ตามพระราชบัญญัติสถาบันการเงิน 2551 หรือไม่

"น่าแปลกที่เหตุใดการตรวจสอบของ ธปท.ที่มีความเข้มงวดมาก และจะมีการบรรเทาความเสียหายให้แก่ลูกหนี้ โดยสั่งให้บริษัทที่กระทําความผิด ต้องคืนดอกเบี้ยส่วนเกินแก่ลูกหนี้ ทั้งในส่วนของพอร์ตลูกหนี้ รวมถึงลูกหนี้ที่ปิดบัญชีไปแล้วนั้น แต่กับกรณีของเงินติดล้อในกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารใหญ่ดังกล่าวนั้น ไม่แน่ใจว่า ธปท.ได้มีการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวหรือไม่ จึงไม่มีรายงานในเรื่องนี้ หรือไม่พบการกระทําความผิดใดๆ เอาเลย ทั้งที่มีการร้องเรียนกันมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบจงใจ ละเว้น ไม่ดําเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ของธปท.ยังไม่เคยมีการตรวจสอบ กลุ่มพิทักษ์สิทธิลูกหนี้ ร้องขอความกรุณาให้ธปท.ทําการตรวจสอบย้อนหลังตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยาฯได้ซื้อกิจการของบริษัท เงินติดล้อฯมาว่า ได้คิดดอกเบี้ยเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ มีการจัดทำสัญญาอันเป็นการปกปิดอำพรางสัญญาเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ลูกหนี้"

ขณะเดียวกัน นายอัสนัย เงินเข็ม อายุ 31 ปี ได้ทำหนังสือลงวันที่ 10 กันยายน 2562 ถึงอัยการจังหวัดนนทบุรีและอัยการสูงสุด ระบุว่าได้เข้าแจ้งความดําเนินคดีกับบริษัท เงินติดล้อฯ กรณีคิดดอกเบี้ยเอาเปรียบ ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โดยได้แจ้งความที่ สภ.บางกรวย เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2561 แต่จากการเดินทางไปติดตามความคืบหน้า พบว่า การสอบสวนเป็นไปด้วยความล้าช้า

ล่าสุดนั้น ทราบจากเจ้าหน้าที่ว่าพนักงานสอบสวนว่าได้มีหมายเรียกกรรมการและผู้ที่เกี่ยวข้องของบริษัทหลายครั้งหลายหนแล้วแต่ไม่ได้รับความร่วมมือ ดังนั้น พนักงานสอบสวนคงจะสรุปสำนวนส่งอัยการ โดยสั่งฟ้องเฉพาะ บริษัท เงินติดล้อ จํากัด ที่เป็นนิติบุคคลเท่านั้น ซึ่งตามกฎหมายนั้น การพิจารณาเรียกดอกเบี้ยของบริษัท เงินติดล้อฯได้พิจารณาโดยการประชุมคณะกรรมการบริษัท และให้อํานาจ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เป็นผู้ออกคําสั่งและประกาศไปยังผู้จัดการสาขาทั่วประเทศ

ดังนั้น การกระทําความผิดในคดีนี้ พนักงานสอบสวนจะต้องเรียกตัวบุคคลดังมีรายชื่อตามหนังสือรับรองบริษัท เงินติดล้อฯ และต้องเรียกผู้จัดการบริษัท เงินติดล้อฯ สาขาถนนราชพฤกษ์ (นนทบุรี) มาดําเนินการสอบสวน และแจ้งข้อกล่าวหาต่อบุคคลเหล่านี้ด้วย เพราะตนเองต้องการดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านี้ให้เป็นคดีตัวอย่าง

จึงขอให้อัยการนนทบุรี และ สำนักงานอัยการสูงสุดได้มีคําสั่งให้พนักงานสอบสวน สถานีตํารวจภูธรบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ดําเนินการออกหมายเรียกให้กรรมการของบริษัทและผู้จัดการบริษัทและผู้จัดการสาขาถนนราชพฤกษ์ (นนทบุรี) มาให้การและมารับทราบข้อกล่าวหาต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้การดำเนินคดีและมีความครบถ้วนสมบูรณ์ตามกฎหมาย

ทั้งนี้ยังมีบริษัทขนาดใหญ่ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีพฤติการณ์เดียวกัน ซึ่งทางกลุ่มพิทักษ์สิทธิ์ลูกหนี้ กำลังดำเนินการอยู่เช่นเดียวกัน

ที่มา : http://www.natethip.com/news.php?id=1216


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม