หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: อัพสวยก่อนเปิดเทอมที่เกาหลี (ผ่าตัดโครงหน้า3จุด +แก้จมูก +ทำตา+เอนโดไทน์หน้าผาก)  (อ่าน 17 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 18 พ.ค. 20, 17:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 
ก่อนศัลยกรรม


สวัสดีค่าา ทุกคน วันนี้เราจะมาเล่าถึงการตัดสินใจทำศัลยกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตที่คงจะเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย

คือจริงๆเราเคยทำจมูกมาแล้วครั้งนึงสมัยเรียนมหาวิทยาลัยปี1 ก็ผ่านมา5ปีแล้ว แอบคิดมาตลอดว่าอยากทำตาสองชั้นเพิ่ม แล้วก็ทุบหน้าทำวีไลน์หลังจากหางานทำมีรายได้เป็นของตัวเองแล้ว


แต่ระหว่างนั้นเวลาแต่งหน้าเราก็จะติดสติ๊กเกอร์ตาสองชั้นตลอด ทรงผมก็จะเป็นทรงที่ปิดแก้ม ปิดหน้าให้มากที่สุดเพราะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนหน้าบาน จะโดนแซวเรื่องทำผมปิดหน้าตลอดเลยสมัยเรียน จริงๆ ไม่ค่อยอยากยิ้มเห็นฟันเวลาถ่ายรูปเลย เพราะหน้าจะบานประมาณนี้ 5555



พอมีโอกาสมาเรียนภาษา+ต่อโทที่เกาหลี ก็ได้รู้จักเพื่อนคนนึงที่ทำงานที่บาโนบากิ ด้วยความที่เราก็สนใจเรื่องศัลยกรรมเป็นทุนเดิม ช่วงปิดเทอมเบื่อๆเพื่อนก็เลยแนะนำให้ลองเข้ามาปรึกษากับคุณหมอดูก่อน เผื่อสนใจอยากทำก็จะได้มีเวลาพักฟื้นเต็มที่
เลยลองเข้ามาปรึกษาโดยตั้งโจทย์ไว้ตอนแรกว่าอยากทำแค่โครงหน้า(ให้หน้าเล็กลง)+ตาสองชั้น


ตอนแรกก็เข้าไปปรึกษาก้บคุณหมอโอชางฮยอนก่อน คุณหมอให้กำลังใจดีมากๆ ก็บอกว่าทำโครงหน้ามาจะสวยขึ้นแน่ๆ เป็นกำลังใจที่ดีหนึ่งสเต็ปแรก


หลังจากนั้นก็มาพบคุณหมอปาร์คเพื่อปรึกษาเรื่องทำตาสองชั้น เราอยากได้ชั้นตาที่เห็นชัดเลย เพราะเราเป็นคนชอบแต่งตามากๆ เวลาแต่งหน้าจะต้องติดขนตาตลอด งานธรรมชาติอะไรไม่รู้จัก 5555 แต่ก็ไม่อยากได้แบบเป็นหอยแครงบวมๆปูดๆ



พอมาคุยจริงๆคุณหมอบอกว่าเนื้อที่ระหว่างตากับคิ้วเรามันน้อยมาก และเราเป็นคนหน้าผากแคบด้วย คุณหมอจึงแนะนำให้เอนโดไทน์หน้าผากเพิ่ม เพื่อให้เวลาทำตาสองชั้นออกมาตาจะดูสวย และรูปหน้าได้สัดส่วนที่ดีมากขึ้น

นอกจากนี้ก็ยังแนะนำให้แก้จมูกด้วยจ้า ฮือ คุณหมอบอกว่าจมูกเราสั้นไป แล้วก็ปีกจมูกกว้าง จริงๆเราเห็นด้วยเลยแหละ 100% แต่เคยได้ยินมาว่าเคสแก้นี่เจ็บกว่าทำครั้งแรกมากๆ เลยแอบไม่ค่อยอยากทำนิดหน่อย แต่คิดไปคิดมา ถ้ามันทำให้เราสวยขึ้นก็เอาวะ!! ตัดสินใจทำตามที่คุณหมอแนะนำทั้งหมดเลย


สรุปลิสต์การทำศัลยกรรมครั้งนี้ของเราก็เป็นตามนี้เลยจ้า

-ตาสองชั้นแบบเย็บจุด
-แก้จมูก(เอาซิลิโคนเก่าออก+ใช้กระดูกอ่อนหลังหูตกแต่งปลาย) +ลดปีกจมูก+รวบปลายจมูก
-Endotineหน้าผาก
-โครงหน้า(กราม+คาง+โหนกแก้ม)

ระหว่างนี้เราก็มีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจอยู่ 5วัน อยากกินอะไร เรากินเข้าไปตุนเยอะมากก่อนที่ช่วงพักฟื้นหลังผ่าตัดจะกินของอร่อยๆไม่ได้เลย เพราะเราสามารถทานอาหารและน้ำได้ถึงแค่เที่ยงคืนก่อนวันผ่าเท่านั้นเอง

มาลุ้นไปพร้อมๆกันจ้า ว่าการทำศัลยกรรมครั้งใหญ่ครั้งนี้จะออกมาเป็นยังไง >





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 25 พ.ค. 20, 13:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
วันผ่าตัด

เรามีนัดผ่าตัดตอน 9 โมง แต่ไปถึงรพ.ตั้งแต่ 8โมงกว่าเพื่อเตรียมตัวก่อน ไปถึงก็เปลี่ยนเป็นชุดของรพ. ต้องถอดหมดทุกอย่างเลย ส่วนกางเกงในก็ใส่เป็นกกน.กระดาษเอา เสร็จแล้วก็ไปถ่ายรูปเป็นรอบสุดท้ายก่อนเข้าผ่าตัด

เราเริ่มจากการทำตาก่อน ก็เข้าไปคุยกับหมอปาร์คชินกีอีกรอบนึงก่อนให้เข้าใจตรงกันว่าสรุปแล้วอยากได้ตาแบบไหน เราก็เปิดรูปนางแบบที่ชอบให้คุณหมอดูอีกทีแล้วย้ำว่าขอแบบนี้นะคะหมอ ด้วยความที่พื้นที่ระหว่างตากับคิ้วเราน้อยมาก หมอก็แอบหนักใจนิดนึงแต่ก็ตกปากรับคำว่าจะทำออกมาให้ได้ตามใจเรามากที่สุด คุยเสร็จก็ลงไปที่ห้องผ่าตัดเลยค่ะ


หลังจากออกจากห้องผ่าตัด

ช่วงเวลาที่ทำตานี่จะรู้สึกตัวตลอดเลยนะคะ จะใช้เป็นการฉีดยาชาแทน ช่วงฉีดยาชานี่บอกเลยว่าเจ็บมาก อยากจะกรี๊ด ระหว่างทำหมอก็จะบอกให้หลับตาลืมตาอยู่ตลอดเพื่อคอยวัดชั้นตา

แล้วด้วยความที่เราพอจะพูดภาษาเกาหลีได้คุณหมอก็ชวนคุยตลอดเลย

เพื่อให้เราไม่โฟกัสที่การผ่าตัด จะได้ไม่แพนิค คุณหมอใจดีมากๆค่ะ

หลังจากทำตาเสร็จเราว่าใช้เวลาน่าจะประมาณครึ่งชม. ก็ย้ายไปห้องผ่าตัดโครงหน้า+ทำจมูกต่อทันทีเลย ขั้นตอนนี้พยาบาลมารุมล้อมเราเยอะมากๆ เขาก็แจ้งว่าจะทำอะไรกับเราบ้าง แล้วพอถึงตอนบอกว่าจะฉีดยาสลบนะ พูดเสร็จปุ๊บไม่เกินราทีนึงเราก็ภาพตัดแล้วค่ะ

เรารู้สึกตัวตอนอยู่ในห้องพักฟื้นประมาณ 3ทุ่มเห็นจะได้
แต่ตื่นขึ้นมาก็ยังกินน้ำไม่ได้เลย ต้องรอ 5ทุ่มถึงจะเริ่มกินอะไรได้

พี่ล่ามก็เข้ามาอธิบายวิธีการทายา ดูแลตัวเองช่วงหลังผ่าตัดให้ฟัง เรายังไม่ค่อยมีสติเลยให้พี่เขาอัดเป็นวิดีโอไว้ให้ดูทีหลัง เพราะฉะนั้นใครที่มาคนเดียวไม่มีคนดูแลไม่ต้องกังวลเรื่องนี้เลยจ้า

ช่วงระหว่างรอเวลาให้ถึง5ทุ่มนี่ ทรมานมาก คอแห้งไปหมด คิดแต่ว่าเมื่อไหร่จะได้กินน้ำ ระหว่างนี้เราเลยนอนประคบเย็นรอไปก่อน พอ5ทุ่มก็เริ่มจิบน้ำ แล้วก็ดื่มนมนิดหน่อย แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอะไร ทุกครั้งที่เราลุกนั่ง หรือเดินไปเข้าห้องน้ำจะเวียนหัวมากๆ แล้วก็อาเจียนเอาทุกสิ่งที่ดื่มเข้าไปออกมาหมดเลย รวมถึงพวกเสมหะที่เป็นเลือดด้วย


สรุปคือคืนแรกดื่มอะไรเข้าไปคือมีค่า = 0 เพราะเราอาเจียนออกหมด
ตอนที่อยู่รพ.คือแทบไม่ได้นอนเลยเพราะรู้สึกอยากอาเจียนตลอดเวลา

เราไม่มีคนมาอยู่ดูแลก็ต้องคอยกดเรียกพยาบาลตลอด
เวลาจะขอน้ำ นม หรือที่ประคบเย็นสามารถเรียกเขาได้ตลอดเลย





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 8 มิ.ย. 20, 10:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
22.03 วันที่ 1


ช่วงประมาณ7โมงพยาบาลเข้ามาเช็ดแผลที่ตา จมูก หลังหูให้ ไม่กล้าลืมตาเลย เสียวมากๆ แอบเจ็บด้วย ฮือ แล้วเขาก็เปลี่ยนน้ำเกลือให้ถุงสุดท้าย ถ้าน้ำเกลือหมดก้ออกจากรพ.ได้เลย


เราออกจากรพ.ประมาณ11โมง ช่วงที่นั่งแท็กซี่กลับที่พักนี่ทรมานมาก ยังอ๊องๆอยู่แล้วแท็กซี่เกาหลีคือขึ้นชื่อเรื่องขับไม่ดีอยู่แล้ว แนะนำเลยว่าใครมาทำหน้าให้หาที่พักใกล้รพ.แบบไม่ต้องนั่งรถไกลๆจะดีกว่า เวลาออกจากรพ.หรือเข้ามาเช็คอัพจะได้ไม่ลำบาก


เราซื้อนมกล้วยเตรียมไว้หลายขวดมาก+นมถั่วเหลืองที่รพ.ให้มา จริงๆเห็นคนอื่นรีวิวเขากินน้ำฟักทองกันแต่เราหาซื้อไม่ได้เลย เลยดื่มเป็นพวกนี้แทน หลังถอดสายเลือดออกเขางดดื่มอะไร6ชม.เลย เราเริ่มดื่มน้ำได้ก็คือ บ่าย3เป็นต้นไปก็เลยจิบน้ำกับนมไปนิดหน่อย เพราะเจ็บคอด้วย ดื่มได้ไม่เยอะ


จะกลืนน้ำลาย กลืนอะไรลงไปทำยากมากกกกกกก เพราะคอแห้งสุดๆ คงด้วยฤทธิ์ยาสลบ เสมหะที่เป็นเลือดเยอะมากๆต้องคอยบ้วนน้ำ บ้วนปากเอาเสมหะออกมาตลอด แล้วต้องทำให้คอชุ่มไว้ด้วยเพื่อไม่ให้ทรมานไปมากกว่าเดิม


ด้วยความที่พึ่งออกจากรพ.ยังปวดๆอยู่มากละก็ยังอ๊องอยู่เราเลยอยู่แต่ในห้อง แต่พยายามไม่อยู่เฉยๆ ไม่อยากให้หน้าบวม ห้องเราค่อนข้างกว้าง เลยเดินรอบห้องเอาแทน + ลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆนี่ก็คิดว่าน่าจะช่วยเหมือนกัน





23.03 วันที่ 2


รู้สึกเจ็บไปทั้งหน้าเลย เวลานอนคือลำบากมากๆ ไม่รู้จะจัดท่านอนยังไง คือตอนนั่งหรือเดินยังไม่เจ็บมากแต่พอหัวถึงหมอนปุ๊บ เจ็บไปหมดจนนอนไม่ได้ บ่ายๆเลยตัดสินใจกินพาราไป2เม็ด ก็ดีขึ้นแฮะ รู้งี้กินตั้งนานแล้ว


พอบ่าย2 ถึงเวลาที่แกะเทปใต้คางออกได้ เลยเริ่มจากการเอาผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นประคบหน้าซัก5นาทีก่อนละค่อยๆลอกออก เจ็บมากๆจ้า ใช้เวลาทำใจค่อยๆดึงไปชั่วโมงกว่า ขนาดเอาน้ำอุ่น+เบบี้ออยทาช่วยแล้วนะ เอาออกเสร็จโล่งเลย แต่หน้าก็ยังมีคราบกาวอยู่ ต้องใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำค่อยๆเช็ดออก หลังจากนั้นเราก็เอาโทนเนอร์ค่อยๆเช็ดทำความสะอาดหน้า เพราะว่ายังล้างหน้าไม่ได้เนอะ หน้ายังมีรอยปากกาเมจิกละก็คราบเบตาดีนอยู่เลย ก้ต็องค่อยๆเช็ดกันไป


ช่วงเย็นเราออกไปเดินห้างแถวบ้าน 30นาทีเพื่อลดบวม ขนาดใส่แมสปิดหน้าแล้วคนก็ยังแอบตกใจกันอยู่555 คงเพราะสภาพเราเหมือนซอมบี้ด้วยแหละ


กลับเข้ามาก็ดื่มนม 2กล่องเป็นมื้อเย็น กินยา ทายา ประคบเย็นก่อนนอน


เรานอนเร็วมากประมาณ 2ทุ่มครึ่ง แล้วด้วยความที่เวลานอนมันเจ็บหัวเจ็บหน้ามากๆ ไม่สบายตัวไปหมด เลยตื่นค่อนข้างบ่อย


ตื่นทีก็จะมาบ้วนปาก เข้าห้องน้ำ เช็ดน้ำมูก สรุปได้นอนไม่เต็มอิ่มเหมือนเดิม ก็ต้องอดทนเอา ท่องไว้ว่าเพื่อความสวย




24.03 วันที่ 3



วันนี้ตื่นมาน้ำตาไหลเต็มเบ้าตาเลย ทำให้มันแห้งเป็นขี้ตาเกือบลืมตาไม่ขึ้น ต้องใช้คอตต้อนบัตจุ่มน้ำอุ่นเช็ดออกก่อน



ส่วนหน้าบวมก็ขึ้นจากเมื่อวาน แงง คางมี2 ชั้นเฉย แล้วก็น้ำมูกไหลเยอะมากๆ เช็ดเสร็จไม่เกิน5นาทีก็ไหลอีกแล้ว เช็ดน้ำมูกกันทั้งวันไม่ต้องทำอะไรเลย



แต่อาการคอแห้งกับเสมหะที่เป็นเลือดเริ่มน้อยลง แต่ก็ยังมีเสมหะอยู่นิดหน่อย เราดื่มน้ำเยอะๆเอา เอาจริงๆในหัวคิดตลอดเลยว่าอยากกินนู่นนี่ แต่ถึงเวลาจะยัดอะไรเข้าไปในปากนี่ไม่อยากจะทำ เอาเข้าปากว่ายากแล้ว กลืนลงไปยากกว่า แล้วด้วยความที่หน้ามันชาไปทั้งหน้าเลย เลยยิ่งไม่ค่อยอยากกินอะไรเข้าไปอีก ผอมแน่ๆ คราวนี้ โดยเฉพาะตรงปาก ชามาก ช่วงแถวปาก คางนี่คือตึงสุด กลืนน้ำลายทีเหนื่อยเลย


แอบปวดจี๊ดๆแถวหน้าผากด้วยวันนี้ อาการบวมปวดนี่สวิงขึ้นลงอยากที่พี่ที่รพ.บอกจริงๆด้วย ฮือ ㅠㅡㅠ


เริ่มเบื่อการดื่มได้แค่นม ตอนเย็นเลยไปซื้อทีรามิสุมาลองกินเพราะคิดว่ามันนิ่มๆน่าจะกินได้ สรุปกินได้แค่ครีมข้างบน ด้านล่างมันเป็นเนื้อเค้ก ถึงจะนิ่มเราก็ยังอ้าปากกว้างไม่ค่อยได้ พยายามเอาลงไปผสมกับนมก็แล้ว ก็ยังกินได้นิดเดียว เรายอมแพ้เลย ทนกินแต่นมเหมือนเดิมดีกว่า


กินเสร็จกะจะไปเดินเล่นแถวยอนนัมดงซักหน่อย แต่ช่วงนี้เกาหลีอากาศเริ่มอุ่นขึ้น คนออกมาเดินเยอะมาก แถมคนไม่ใส่หน้ากากก็เยอะ เรารู้สึกว่าไม่ปลอดภัยต่อตัวเรามาก เลยเดินยืดเส้นยืดสายในห้องแทนดีกว่า





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 15 มิ.ย. 20, 12:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
[Review] นักเรียนแลกเปลี่ยน พาศัลยกรรมก่อนเปิดเทอม EP.4 วันที่6หลังผ่าตัด

25.3 วันที่ 4

วันนี้ตื่นมาน้ำมูกก็ยังไหลเยอะเหมือนเดิมเลย ไอบ้าง+เสมหะยังเป็นเลือดอยู่

ด้วยความที่ในตู้เย็นยังมีทีรามิสุเหลืออยู่1ถ้วย เลยจะลองกินดูอีกทีนึงเพราะความเสียดายตัง สรุปรอบนี้กินหมดถ้วยเลยจ้า อาจจะเป็นเพราะว่าหิวด้วยแหละ กินเสร็จก็กินนมและบ้วนปากตามทันที

ช่วงบ่ายเราออกไปสระผมแถวรพ. เพราะรับสภาพตัวเองไม่ได้มากๆ บนหัวมีแต่เบตาดีน แง ไม่อยากเสี่ยงสระแถวบ้านเพราะเรายังไม่ได้แกะแม็กบนหัวออกเพราะทำเอนโดไทน์หน้าผาก กลัวช่างสระผมเขาทำไม่เป็น กะน้ำหนักมือไม่ถูกด้วย ร้านแถวรพ.ไกลบ้านเราไปหน่อยแต่ไม่ต้องพูดเยอะ ช่างเห็นหน้าก็รู้เลยว่าต้องทำยังไงบ้าง สระไดร์ราคา 25,000₩ จ้า

วันนี้แอบมีมื้อเสริม เพราะหิวโหยมากๆ ในกระเพาะมีแต่นมกับน้ำ เราเลยลองซื้อโจ๊กทูน่ามากินหลังสระผมเสร็จ สรุปกินได้แฮะ อร่อยด้วย ช่วยชีวิตไปได้อีกหนึ่งมื้อ ทำให้ไม่เบื่อ ได้สารอาหารครบขึ้นด้วย

แอบรู้สึกผิดที่ช่วงนี้ไม่ได้ออกกำลังกายเลย (ก่อนทำศัลยกรรมเราต้องไปยิมทุกวัน) วันนี้เลยไปเดินเล่นแถวฮงแดประมาณชั่วโมงนึง รู้สึกว่าเดินได้เร็วขึ้นกว่าเดิม ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี

ส่วนมื้อเย็นเราทานเป็นไข่ตุ๋น+นมจืด เบาๆก่อนนอนจ้า






26.5 วันที่ 5


วันนี้อาการและความบวม ความช้ำก้ทรงๆคงที่ ไม่ต่างจากเมื่อวาน แต่ปากลอกมากๆ หน้าก็แห้งไปหมด เสมหะที่ออกมาวันนี้ก็แทบจะเป็นเลือดล้วนๆ

เราหมั่นประคบเย็นบ่อยๆเอา ประคบทุก 2-3ชั่วโมง ประมาณนี้ เพราะอยากให้หายบวมเร็วๆ มองด้านข้างเหมือนคนอ้วนเลย เหนียงมาเต็มมาก

มื้อเช้าเรากินโจ๊กทูน่าเหมือนเดิมแต่มีความรู้สึกว่ามันไม่อร่อยแฮะมื้อนี้ กินได้แค่1/4ถ้วยเองก็ทิ้งเลย แอบเบื่ออาหาร แต่ก็กินนมเพิ่มไปกล่องนึง

มื้อเที่ยงก็ดื่มเป็นนมช็อคโกแล็ต + นมเปรี้ยวตามเพราะช่วงหลังผ่าตัดไม่ค่อยถ่ายเลย

มื้อเย็นลองไปดูมาร์ทอีกสาขานึงใกล้ๆบ้านมีโจ๊กฟักทองขายเลยซื้อมาลองกินดู น่าจะช่วยลดบวมไปได้บ้าง

วันนี้ฝนตกเลยไม่ได้ออกไปเดินเล่นข้างนอกเลย ก็อาศัยขยับร่างกายเอาในห้องพักแทน




27.5 วันที่ 6

เบื่ออาหารมากค่าช่วงนี้ ด้วยความที่ตัวเลือกอาหารที่กินได้มันไม่ค่อยมีเลย วันนี้มื้อเช้าเลยต้องตัดใจกินโจ๊ก (อีกแล้ว)

ช่วงบ่ายมีนัดที่รพ. เป็นนัดครั้งแรกหลังจากผ่าตัด ได้แกะเทปที่จมูกออกแล้ว เห็นจมูกตัวเองซักที!! โด่งขึ้นกว่าจมูกเดิมนิดนึงแล้วก็ปีกแคบลงด้วยใช่ไหมนะ?? เดี๋ยวคงต้องรอผ่านไปซักเดือนนึง ให้หายบวมกว่านี้นิ๊ดนึงน่าจะเห็นรูปทรงที่ชัดเจนมากขึ้นเนอะ

แกะเทปเสร็จก็ทำการนวดหน้านวดจมูก ขั้นตอนนี้สบายมากๆ อยากทำซักชั่วโมงนึงไปเลย หลังจากนั้นก็ไปตัดไหมที่จมูก แต่ยังตัดออกไม่หมดนะ คุณพยาบาลเขาบอกว่าครบ10วันค่อยมาตัดอีกรอบนึง แล้วก็ตัดไหมที่กรอบหน้า+เช็คความเรียบร้อยในช่องปาก พยาบาลบอกว่ามีคราบในปากเยอะเลย ต้องบ้วนปากบ่อยๆนะ

กลับมาบ้านเราเลยจัดการง้างปากแปรงฟันซะเลย ใช้แปรงสีฟันเด็กจุ่มน้ำยาบ้วนปากของรพ.แปรงๆดู แต่ก็อ้ากว้างไม่ได้ เจ็บ ㅠㅡㅠ ก็แปรงๆไปเท่าที่ทำได้ คิดว่าคงสะอาดขึ้นบ้างแหละ

มื้อเที่ยง+เย็น เราทานเป็นเค้กโรล+นม

พอตอนเย็นก็แอบออกไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะแถวบ้านมาเพราะที่จมูกไม่มีเทปแล้ว ออกไปไหนสบายใจมากขึ้นนิดนึงแล้ววว




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 29 มิ.ย. 20, 13:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
วันที่11

วันนี้มีนัดรอบที่ 2 ที่โรงพยาบาล เริ่มจากการตัดไหมในจมูกแล้วก็หลังหู เจ็บแบบเจ็บมาก น้ำตาไหลอาบแก้มเลย พอตัดไหมเสร็จพยาบาลก็คลีนจมูกให้อีกรอบ โอ้โห กวาดจมูกหนักมาก เหมือนกวาดบ้าน โดนดุด้วยว่าทำความสะอาดไม่ค่อยดี ก็หนูกลัวเจ็บอ่า แง

เสร็จแล้วก็เอาแม็กที่เย็บบนหัวออก เจ็บแบบไม่มีพักเลย


หลังจากนั้นก็ไปเข้าเครื่องอบออกซิเจนประมาณ 20นาที ตอนแรกล่ามก็บอกว่าจะมีหูอื้อเหมือนตอนขึ้นเครื่องบินเลยนะ เราอ่านรีวิวมาแอบแพนิคว่าจะอื้อเกินไปรึเปล่า กลัวทนไม่ไหว เอาเข้าจริงทนได้แบบชิลๆเลย นอนสบายๆพักสายตา


วันนี้หลังจากกลับมาบ้านแอบตึงหน้าผากมากเลย โดยเฉพาะช่วงหางคิ้ว กระพริบตาคือตึง เจ็บมาก ไม่รู้ว่าเป็นผลมาจากการเอาแม็กออกรึเปล่า แต่ทนไม่ไหวเลยต้องเข้านอนเร็วเอาเลย






วันที่ 12

วันนี้ลองสระผมเองดูหลังจากที่แกะแม๊กบนหัวออกเรียบร้อยเนอะ ลำบากมากเลย ต้องเงยๆตะแคงๆ หามุมที่จะไม่ให้น้ำไหลมาโดนแผล จะเงยมากก็ไม่ได้เพราะตึงไปหมดเลย สรุปสระผมอย่างเดียวก็ปาไปเกือบชั่วโมง เราลองทำผมแบบที่เคยทำก่อนจะผ่าตัด

ลองเปรียบเทียบระหว่างก่อนทำกับหลังทำหน้า นี่ขนาดสภาพยังบวมๆช้ำๆยังแอบรู้สึกว่าละมุนขึ้น 5555 ให้กำลังใจตัวเองสุดฤทธิ์


และหลังจากที่สังเกตอาการตัวเอง จะเห็นเลยว่าหน้าฝั่งซ้ายบวมและตึงกว่า เวลายิ้มคือไม่ได้เลย ตึงไปหมด ต้องรอเวลาแหละ กว่าจะเข้าที่แล้วหน้าทั้งสองข้างเท่ากัน


วันนี้เราล้างหน้าเป็นวันแรกด้วยหลังจากที่ใช้แต่โทนเนอร์เช็ดมาโดยตลอด ช่วงที่ล้างก็ต้องเบาๆมือเนอะ ยังเจ็บหน้าอยู่เลย ขัดเอาเซลล์ผิวแห้งๆออกไปได้เยอะมาก หลังจากนี้คงต้องฟื้นฟูผิวอย่างหนักเลย





วันที่ 13

วันนี้มีนัดรอบสุดท้ายที่รพ. เริ่มจากการฉายแสง นอนพักสายตาสบายๆไปก่อน แล้วก็ถ่ายรูปพร้อมกับทำซีทีสแกนอีกหนึ่งรอบหลังจากผ่าตัด


แล้วก็ไปพบคุณหมอโอ คุณหมอเปิดรูปก่อนทำและหลังทำเปรียบเทียบกันให้ดู โหห โหนกหายไปเยอะเหมือนกันนะเนี่ย แอบคิดว่าถ้าหายบวมแล้วต้องสวยแน่ๆ 5555 อันนี้เราลองเทียบรูปก่อนทำกับหลังทำ แอบหน้าหวานขึ้นอยู่นะเราว่า ก่อนทำหน้าตาถคุณทึงน่ากลัวมาก


เสร็จเรียบร้อยแล้วก็ไปพบคุณหมอปาร์ค คุณหมอถามว่าเป็นไงบ้าง ชอบหน้าใหม่ไหม เราก็บอกชอบมากๆโดนเฉพาะตาสองชั้น ไม่เล็กไม่ใหญ่ไปตามที่ต้องการเลย


เสร็จเรียบร้อย ขั้นตอนที่ไม่อยากจะทำที่สุดก็มาถึง ต้องตัดไหมในปากแล้ว เราอ่านรีวิวมาเยอะมีแต่คนบอกว่าขั้นตอนนี้เจ็บที่สุด เตรียมใจมานิดนึงละ แต่เจอของจริงคือ เจ็บจริง เจ็บมาก ตัดไปได้ข้างนึงต้องบอกพยาบาลว่าขอพักแป๊บนึงนะคะ เจ็บไม่ไหวแล้ว สำหรับเราขั้นตอนนี้เจ็บที่สุดในการทำศัลยกรรมครั้งนี้เลย


หลังจากตัดไหมคิดว่าจะกินเต็มที่ แต่คิดไปคิดมา กลัวน้ำหนักจะขึ้นแล้วหน้าบวม ไม่สวย เลยตัดใจกินแค่ก๋วยเตี๋ยวกับนมดีกว่า แถมวันนี้ได้ผ้ามารัดหน้าด้วย รัดวนไปเพื่อหน้าเรียวเล็ก







noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 8 ก.ค. 20, 13:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
อัพเดทครบ1 เดือนหลังผ่าตัดค่า

เราผ่าตัดผ่าโครงหน้า (กราม+ คาง +โหนกแก้ม) + แก้จมูก +ทำตาสองชั้น + เอนโดไทน์หน้าผากนะคะ

ตอนนี้เลือดในตาหายไปเกือบหมดแล้ว ยังเหลือจางๆแค่นิดเดียว

เราเลยกลับมาใส่คอนแทคเลนส์แล้ว ไม่มีอาการเคืองใดๆนะคะ เพียงแต่ว่าตอนใส่จะยังไม่ค่อยกล้าดึงเปลืองตาแรงๆ เท่าไหร่

อาการบวมก็คือยังมีอยู่เยอะเลยแหละ กองๆ กันแถวแก้มไล่ลงมาถึงคอ มีเหนียงเหมือนคนอ้วนเลย แต่วันไหนไม่กินเค็มกินเผ็ดก็บวมน้อยหน่อย ก็ต้องพยายามหักห้ามใจตัวเองให้งดอาหารที่มีโซเดียม แต่มันทำยากมากเลย ฮือ เพราะตอนนี้เริ่มทานอาหารได้หลากหลายมากขึ้น กินแหลกเลยค่ะ


อาการเจ็บบนใบหน้าแทบไม่มีแล้วค่ะ แต่ยังเจ็บแผลบนหัวที่เอนโดไทน์หน้าผาก กับหลังหูคือยังเจ็บมากๆ อยู่เลย

เวลาใช้ผ้ารัดหน้าก็ต้องคอยระวังไม่ให้ผ้าไปรัดโดนหู


ครบเดือนนึงแล้วก็ต้องรัดหน้า + ฝึกอ้าปากกันต่อไปค่า อยากให้หน้าเข้าที่เร็วๆ แล้วววว


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 15 ก.ค. 20, 13:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
อัพเดทครบ 3 เดือน

ตอนนี้ทุกคนทักเป็นเสียงเดียวกันว่าหน้าเล็กลงแล้ว!!
คือมันก็ไม่ได้เล็กลงจนเว่อร์มากๆ ขนาดนั้น
แต่หน้าดูเป็นรูปทรงสวยขึ้น ความกว้างของหน้าลดลง โหนกก็ไม่มีแล้ว

แต่เจ้าเหนียงที่มันเป็นเอ็ฟเฟ็กต์จากการบวมหลังผ่าตัดนี่ยังอยู่เลย
จนเริ่มไม่แน่ใจว่า หรือจริงๆแล้วมันคือไขมันของชั้นรึเปล่านะ? 5555

การใช้ชีวิตทุกอย่างเริ่มเป็นปกติมากขึ้นเรื่อยๆ กลับมาใช้แปรงสีฟันของผู้ใหญ่ได้แล้ว ทานอาหารได้หมดทุกอย่างเลย
แต่อะไรที่เหนียวๆ ก้ต้องเคี้ยวนานกว่าคนอื่น เพราะตรงกรามก็ยังตึงๆ อยู่

อ้อ แล้วเวลายิ้มหรือหัวเราะกว้างๆ จะแอบตึงและเจ็บตรงร่องใต้จมูก (เหนือปาก) ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ฮือ แต่ก็หวังว่าเวลาผ่านไปจะดีขึ้น

ตอนนี้เริ่มมั่นใจในตัวเองมากขึ้นแล้ว จากที่เมื่อก่อนแอบคิดว่าหน้ายังบวมอยู่ ไม่ค่อยอยากถ่ายรูป ไม่อยากไปไหนเลย ใกล้จะปิดเทอมแล้วด้วย ต่อไปคงถ่ายรูปเยอะขึ้นแน่ๆ

แล้วข้อดีอีกอย่างนึงคือ เดี๋ยวนี้เวลาแต่งหน้าเราไม่ต้องติดสติ๊กเกอร์ตา 2ชั้นกับไฮไลท์ดั้ง หรือคอนทัวร์หน้าให้เรียวแล้ว ประหยัดเวลาไปเยอะมากกกกกกก คือข้อดีของการศัลยกรรมมันเยอะมากจริงๆ นะเนี่ย




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 3 ส.ค. 20, 17:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ครบรอบ 4 เดือนหลังผ่าตัด

ก่อนอื่นขอแปะรูปแต่งหน้าเต็มสตรีมแบบก่อนทำ

กับหลังทำ 4 เดือนไว้กลัวทุกคนไม่เห็นถึงพัฒนาการที่แท้จริง อิอิ


การใช้ชีวิตทุกอย่างกลับมาเป็นปกติเกือบ 100% แล้ว

อาหารเหนียวๆแบบไส้ย่างนี่กินได้สบายมาก

แต่เบอเกอร์นี่อาจจะลำบากนิดนึง ยังอ้าปากได้ไม่สุดขนาดนั้น

ยังมีตึงๆบ้างแต่ก็พอจะทานได้แล้ว แฮปปี้มากจนเจริญอาหารไปหน่อย กินไม่ยั้งเลย

โดยส่วนตัวเราเลยคิดว่าขนาดหน้าของเรามันแปรสภาพตามปริมาณอาหารที่กินเลย

วันไหนกินเยอะ วันถัดมาหน้าก็จะบวมๆหน่อยก็คงเป็นเรื่องปกติ


แต่ทุกคนรอบข้างคือทักหมดเลยว่าหน้าเล็กลง

คนที่ไม่ได้เจอกันนานมากๆก็บอกว่าหน้าเปลี่ยน สวยขึ้นเยอะมาก แอบดีใจ

แต่ที่ดีสุดคือ มีโอกาสได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ คือเขาก็ดูไม่ออกว่าเราทำศัลยกรรมมา

เขานึกว่าเราหน้าแบบนี้มาตั้งแค่เกิด
หนักสุดก็คือเพื่อนต่างชาติทักเยอะมาก

ว่าหน้าไม่เหมือนคนเอเชียเลย เอ๊ะ??

การทำหน้านี่มันทำให้คนมองเราเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เลยหรอ 5555


ในใจก็แอบหวังว่าเดือนที่ 5-6หน้าจะเล็กลงและเข้ารูปมากกว่านี้

แต่คิดว่าถ้าลดน้ำหนักควบคู่ไปด้วยอาจจะเห็นผลเร็วขึ้น

เดี๋ยวลองมาติดตามกันดูดีกว่าว่าเดือนต่อไปจะเป็นอย่างที่คาดหวังไว้ไหม

แต่ขอแปะรูปปัจจุบันให้ดูก่อน ทุกรูปนี่คือเราถ่ายด้วยกล้องหน้าไอโฟนล้วนๆ

ไม่มีเข้าแอพ เพื่อความเรียล



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  ศัลยกรรมเกาหลี  แก้จมูกเกาหลี  เอนโดไทน์หน้าผาก  ตาสองชั้น 

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม