หน้า : พิมพ์หน้านี้ - 'อภินรา ศรีกาญจนา' ไอคอนแห่งความสำเร็จ 'U Drink I Drive'

เว็บบอร์ด webboard บอร์ด forum ฟอรั่ม กระดานข่าว กระดานสนทนา สนทนา กระทู้ ความคิดเห็น

หมวดหมู่ => ผู้หญิงชวนคุย => ข้อความที่เริ่มโดย: jeffohoha ที่ 12 ม.ค. 20, 09:56 น

'อภินรา ศรีกาญจนา' ไอคอนแห่งความสำเร็จ 'U Drink I Drive'


กระทู้: 'อภินรา ศรีกาญจนา' ไอคอนแห่งความสำเร็จ 'U Drink I Drive'
เริ่มกระทู้โดย: jeffohoha ที่ 12 ม.ค. 20, 09:56 น
 'อภินรา ศรีกาญจนา' ไอคอนแห่งความสำเร็จ 'U Drink I Drive' ไอเดียที่ต่อยอดเพื่อสังคม

     ‘ประเทศไทยเป็นอันดับ 2 ของโลกที่มีปัญหาประชากรเสียชีวิตจากการเมาแล้วขับ’ คือผลวิจัยอันเป็นที่มาของวิทยานิพนธ์ซึ่งสิรโสมย์ บริสุทธิ์สุวรรณ์ หนึ่งในจำนวนผู้ถือหุ้น จัดทำขึ้น ก่อนจะกลายมาเป็นธุรกิจ U Drink I Drive ที่มีส่วนในการแก้ปัญหาสังคม

     ปรางค์-อภินรา ศรีกาญจนา หุ้นส่วนธุรกิจอีกคน ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยวาเซดะ ประเทศญี่ปุ่น และปริญญาโทด้านมนุษยศาสตร์และสังคม จาก London School of Economics & Political Science ประเทศอังกฤษ เคยผ่านงานในธุรกิจความสวยความงาม นาฬิกา และประกันภัย ‘เอเชีย ประกันภัย 1950’ ของครอบครัว ก่อนที่จะมาพบกับกลุ่ม U Drink I Drive และตัดสินใจร่วมลงทุน เข้ามาเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น เหตุเพราะมีความสนใจในไอเดียธุรกิจที่นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหามนุษย์แล้ว ยังเป็นธุรกิจเจ้าแรกและเจ้าเดียวที่ช่วยลดอุบัติเหตุก่อนเกิด รวมทั้งมอบทางเลือกในการ ‘ดื่มไม่ขับ’ ให้กับสังคมไทย

     นอกจากจะมีชื่อเป็นผู้ร่วมก่อตั้งแล้ว ปรางค์ยังบริหารงานในตำแหน่ง Chief in Corporate Affairs ด้วย

     งานหรือธุรกิจอะไรก็ตามที่มันไม่ทำให้เราอยากตื่นขึ้นมาทุกเช้าเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง ปรางค์จะไม่ทำ สำหรับปรางค์นั่นคือแพสชั่นอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิต ปรางค์เป็นคนมีจุดมุ่งหมาย และจะไปให้ถึงเป้าหมายให้ได้ มันต้องใหญ่พอที่จะเปลี่ยนชีวิตเรา และทำให้ชีวิตคนอื่นดีขึ้นไปด้วย

     บนท้องถนนปัจจุบัน คนไทยไม่มีประกันถึง 80 เปอร์เซ็นต์ นั่นคือสิ่งที่ปรางค์อ่านและค้นคว้ามาเป็นความรู้ 80 เปอร์เซ็นต์ของคนไทยเสียชีวิตจากการเป็นเหยื่อของผู้ที่เมาแล้วขับ และที่น่าเศร้าไปกว่านั้นคือ 34 เปอร์เซ็นต์ของอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนที่เกิดขึ้นเป็นเด็กหมดเลย ปรางค์เคยทำงานในกิจการของครอบครัวมาก่อน แต่ก็รู้ตั้งแต่เริ่มแรกแล้วว่า ธุรกิจประกันไม่ใช่สิ่งที่ปรางค์อยากทำไปตลอดชีวิต และเมื่อศึกษามากขึ้นแล้วปรางค์ก็เริ่มอินกับเรื่องการลดอุบัติเหตุ พอวันที่ปรางค์ได้เจอกับหุ้นส่วน U Drink I Drive ก็เลยคลิกกัน มันใช่สิ่งที่ปรางค์อยากทำเลย

     U Drink I Drive เป็นเสมือนลูกคนหนึ่ง ที่เราเลี้ยงดูเขาตั้งแต่วันแรก เรามีความใฝ่ฝัน และมีจินตนาการว่าลูกเราจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร จะมีชีวิตที่ทันสมัย จะมีชีวิตที่เป็นไอดอลของคนรุ่นต่อๆ ไปไหม คนรุ่นลูกรุ่นหลานของปรางค์เติบโตขึ้นมาจะมีโอกาสได้ใช้บริการของ U Drink I Drive ตอนนี้มีการเรียกใช้บริการผ่านไลน์ ผ่านแอพพลิเคชั่น แต่ว่าต่อไปในอนาคตรุ่นหลานของปรางค์อาจคุยกับโรบอตหรือแชตกับเอไอ ในการจองบริการของเรา นั่นคือชีวิตของลูกหรือธุรกิจที่ปรางค์อยากเห็น

     เจ้าของกิจการควรเป็นคนแรกที่ยอมรับความผิดพลาด ปรางค์ทำงานทุกวัน มีความผิดพลาดทุกวัน ตอนทำงานขณะที่ยังเป็นเด็ก เรามักจะเป็นคนสุดท้ายที่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง พูดตรงๆ นะคะ เหมือนเด็กโดนจับผิดได้ ก็จะพยายามแก้ไข ปัดความผิดไปที่อื่น แต่พอเรามาเป็นเจ้าของธุรกิจเองแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบริการของเราผิดพลาด หรือพนักงานของเราผิดพลาด เราควรเป็นคนแรกที่ยอมรับผิดทุกกรณี

     เทคโนโลยีเป็นส่วนใหญ่และส่วนสำคัญสำหรับงานของปรางค์ ปรางค์เชื่ออย่างหนึ่งว่า ทุกวันนี้เราอยากจะลดปริมาณคอลล์เซ็นเตอร์ อยากลดระยะเวลาที่พนักงานจะไปหาลูกค้า อย่างพูดถึงเรื่องโทรศัพท์มือถือ ถ้าปรางค์ทำธุรกิจ U

     Drink I Drive เมื่อสิบปีก่อนที่มือถือยังไม่เป็นอวัยวะที่ 33 ของมนุษย์ ธุรกิจนี้อาจจะไม่มีมูลค่าหรือคุณค่าเลยก็ได้ เทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมธุรกิจค่ะ อีกอย่างมันช่วยในเรื่องของความปลอดภัย ความมั่นใจ และความเสถียรภาพมากขึ้น

     ไม่มีความสำเร็จใดสำคัญเท่าความสำเร็จของครอบครัว ในแง่ธุรกิจ ปรางค์คิดว่าตอนนี้ธุรกิจของเรายังไปไม่ถึงจุดประสบความสำเร็จสูงสุด ปรางค์อยากให้คนไทยทุกคนที่มีรถยนต์มีแอพพลิเคชั่นของเรา นึกถึงเราเวลาที่ต้องการความสะดวกสบาย มีคนขับรถที่เชื่อถือได้ไว้ใช้ ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่บริษัทของเราต้องการจะทำ หรือแม้กระทั่งอยากจะเป็นถึง Technology Service Institute ที่ดีที่สุดในประเทศ ที่ผ่านงานจากเราแล้วเป็นคนดีและคนเก่ง เราก็ยังไปไม่ถึง ฝันอยู่ตรงนั้น แต่ปรางค์ว่า สำหรับปรางค์แล้ว ไม่มีความสำเร็จใดที่สำคัญเท่าความสำเร็จของครอบครัว คือปรางค์ว่ามันต้องมีเป้าที่อบอุ่นและอ่อนน้อมถ่อมตนไว้หนึ่งเป้า ที่ไม่ว่าเราจะทะเยอทะยานสักเท่าไหร่...

     เราต้องอย่าลืมหันกลับมามองพนักงานทุกคนที่ร่วมงานกับเรา ลูกค้าทุกคน หรือแม้กระทั่งครอบครัวแท้ๆ ที่อยู่รอบตัวเราตั้งแต่วันแรกที่เขาสนับสนุนให้เรามาถึงจุดนี้ได้


https://www.vogue.co.th/beauty/the-life-savior-the-ultimate-passion-to-success  (https://www.vogue.co.th/beauty/the-life-savior-the-ultimate-passion-to-success)