หน้า : พิมพ์หน้านี้ - ตีมูลค่าเครื่องบิน ธุรกิจท่องเที่ยว และโควิด-19

เว็บบอร์ด webboard บอร์ด forum ฟอรั่ม กระดานข่าว กระดานสนทนา สนทนา กระทู้ ความคิดเห็น

หมวดหมู่ => ห้องข่าว => ข้อความที่เริ่มโดย: trebs5b ที่ 28 ก.ย. 20, 14:08 น

ตีมูลค่าเครื่องบิน ธุรกิจท่องเที่ยว และโควิด-19


กระทู้: ตีมูลค่าเครื่องบิน ธุรกิจท่องเที่ยว และโควิด-19
เริ่มกระทู้โดย: trebs5b ที่ 28 ก.ย. 20, 14:08 น
            ตั้งแต่เกิดโควิด-19 เป็นต้นมา โลกก็พลิกโฉมไปเป็นอย่างมาก การบินก็ลดหายไปมากครึ่งต่อครึ่ง เครื่องบินหลายลำก็ไม่ได้บินหรือบินน้อยมาก แต่ต้นทุนสูง ธุรกิจท่องเที่ยวโรงแรมต่างๆ ก็หดตัวลง  มาถึงวันนี้เราจำเป็นต้องตีราคาเครื่องบินเพื่อการใช้หนี้ ปรับโครงสร้างหนี้กันแล้ว เราจะตีราคาเครื่องบินกันอย่างไร

            ณ วันที่ 15 กันยายน 2563 มีคนตายเพราะโควิด-19 จำนวน 932,961 รายแล้ว แต่ ณ ห้วงเวลาเดียวกัน ก็ยังน้อยกว่าจำนวนคนตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ (956,361 ราย) เพราะเอดส์ (1,190,982 ราย) เพราะแอลกอฮอล์ (1,1771,949 ราย) เพราะบุหรี่ (3,541,664 ราย) และตายเพราะมะเร็ง (5,818,607 ราย) ดังนั้นโควิด-19 จึงไม่นับว่าร้ายแรง ทั้งนี้มีอัตราการตายแล้วรอด 96% แต่โรคอื่นๆ โอกาสรอดคงน้อยมาก <1>


            จากข้อมูลของ Worldometer แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงสุด แต่จำนวนผู้ติดเชื้อก็ลดลงตามลำดับ จำนวนผู้เสียชีวิตก็ลดลงมา  รวมทั้งในทวีปยุโรป แม้บางประเทศจะมีการ “ระบาดรอบ 2” แต่ในรอบ 2 นี้ แม้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นแต่จำนวนผู้เสียชีวิตน้อยกว่ารอบแรกมาก  ที่น่าห่วงคือประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศที่จำนวนผู้ติดเชื้อและจำนวนผู้เสียชีวิตกำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะอินเดียที่มีพรมแดนติดกับเมียนมาและน่าจะแพร่เชื้อเข้าไทย อย่างไรก็ตามสัดส่วนผู้เสียชีวิตในอินเดียมีเพียง 2% เท่านั้น

            ผลจากการสำรวจจากผู้เชี่ยวชาญเกือบ 200 คนใน 33 ประเทศทั่วโลกของสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์สากล (FIABCI-Thai) พบว่าโควิด-19 จะทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ลดลง 10.4% จากภาวะปกติ  โดยภาคที่จะลดลงสูงสุดก็คือ โรงแรม (22.3%) รีสอร์ต (19.8%) ศูนย์การค้า (17.8%) และพื้นที่สำนักงานให้เช่า (16%) และคาดว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะกลับมาฟื้นตัวในปี 2565 หรืออีกราว 2 ปีข้างหน้า <2> แสดงว่าในเร็ววันนี้ ตลาดยังไม่ฟื้นอย่างแน่นอน

            โควิด-19 ทำให้การเดินทางต่างๆ มีอุปสรรค มีข้อมูลว่าผู้โดยสารการบินในปี 2563 แทนที่จะโตกว่าปี 2562 ราว 4%  ก็กลับลดลงเหลือเพียง 48% หายไป 52% และในปี 2564 ก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้นกว่าปี 2563 ถึง 50% แต่ถ้าเทียบกับปี 2562 ก็ยังเป็นเพียงแค่ 74% เท่านั้น <3> ดังนั้นเครื่องบินจึงบินน้อยลง  เครื่องบินที่ใช้ต่ำกว่าเกณฑ์ (Under Use) อย่างนี้จะมีค่าเท่าไหร่

            ณ เดือนกันยายน 2563 ปรากฏว่ามีสายการบินประมาณ 25 แห่งล้มละลาย และมีอีก 70-80 สายการบินใหญ่น้อยที่ปรับลดการทำงานลง <4>  สิงคโปร์แอร์ไลน์ได้ตัดการบินลงถึง 96% รัฐบาลต้องอัดฉีดเงินเข้าไปถึง 435,670 ล้านบาท  แม้แต่ยูไนเต็ตแอร์ไลน์และสายการบินดังๆ ก็ต่างปรับลดเที่ยวบินลงประมาณ 50%  ราคาหุ้นของสายการบินทั้งหลายตกต่ำระเนระนาดไปหมด  กัปตันเครื่องบินและผู้ให้บริการบนเครื่องบินซึ่งเป็นอาชีพยอดนิยมของคนหนุ่มสาวมาอย่างยาวนานกลับกลายเป็นอาชีพที่เปราะบางมากในขณะนี้

            ดังนั้นเครื่องบิน ซึ่งแต่เดิมคือเครื่องมือทำมาหากินจึงกลับกลายเป็นภาระ จะต้องทำการขายออกไปบ้าง  แต่ในลักษณะนี้ ก็คงหาผู้ซื้อได้ยาก ยกเว้นที่จะมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งจริงๆ เท่านั้น ซึ่งทอดสายตาไปแล้ว  สายการบินใหญ่ๆ ต่างก็ย่ำแย่ไปหมด  และถึงแม้ไม่ได้ขาย แต่ในระหว่างปรับโครงสร้างหนี้ สถาบันการเงินทั้งหลายก็ต้องการรู้เหมือนกันว่าสินทรัพย์ในฐานะหลักประกันคือตัวเครื่องบินเหล่านี้จะมีมูลค่าเท่าไหร่ และจะคุ้มกับการอำนวยสินเชื่อมากน้อยแค่ไหน ต้องกันสำรองหนี้สินเพิ่มขึ้นหรือไม่ เป็นต้น

            การเดินทาง-ท่องเที่ยวด้วยการโดยสารเครื่องบินกลับซบเซาลงจากมาตรการจำกัดการเดินทาง ปิดประเทศ ปิดน่านฟ้า จำกัดการเดินทางเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดให้อยู่ในวงที่จำกัด  สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) เปิดเผยว่าการเดินทางทางอากาศทั่วโลกจะฟื้นตัวสู่ระดับที่เทียบเท่ากับในช่วงก่อนเกิดโรคโควิด-19 แพร่ระบาดได้ในปี 2567 จำนวนผู้โดยสารเครื่องบินทั่วโลกมีแนวโน้มหดตัวลง 55% ในปี 2563 เพิ่มขึ้นจากที่ได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะหดตัวเพียง 46% <5>

            เครื่องบินโดยสารจำนวนมากต้องจอดอยู่ตามสนามบินเป็นจำนวนมาก อย่างไม่มีกำหนดที่จะนำกลับมาบินใหม่ซี่งอาจจะกินเวลานานนับปีที่จะนำกลับมาบิน โดยเฉพาะเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ที่มี 4 เครื่องยนต์ (เช่นเครื่องบินของการบินไทยที่เคยใช้บินข้ามทวีปไปถึงนิวยอร์กและลอสแองเจลิส เป็นต้น) เนื่องจากไม่คุ้มกับต้นทุนที่ต้องจ่ายเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ที่รับ